ตอนที่ 2 : ใครเริ่มก่อน
หลังจากที่ขับขี่หลีกหนีความวุ่นวายมาเป็นระยะทางหลายกิโล รถมอเตอร์ไซต์คันสีน้ำเงินก็แล่นมาจอดสงบนิ่งภายใต้ร่มไม้ใหญ่ของสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
"ก้องๆ" คนขับส่งเสียงเรียกและเขย่ามือเล็กที่กอดเอวเขาไว้แน่นตลอดทางอย่างเบาๆ เหมือนกับจะปลุกให้ตื่นจากฝันร้าย
"พี่พาผมมาที่ไหนกันเนี่ย" เสียงสะลึมสะลือที่ตอบกลับมาบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเผลอหลับไปจริงๆ หลับอยู่ในท่าที่เอนตัวซบแผ่นหลังกว้างๆ นั่นแหละ
"พี่พานายมาสวนสาธารณะ บรรยากาศเย็นๆ สบายๆ แบบนี้ บางทีอาจจะทำให้นายใจเย็นลงบ้าง" เหมือนจะปลอบโยนแต่ก็แอบสั่งสอนไปในตัว ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
ก้องบดินทร์ถอดหมวกกันน็อคออก แล้วรีบตักตวงความสดชื่นจากธรรมชาติเข้าสู่ปอด ก่อนจะเหวี่ยงขาลงจากรถ
"พี่ว่าผมใจร้อนเหรอ" เสียงนุ่มๆ ถามขึ้นในขณะที่ส่งหมวกกันน็อคคืนให้เจ้าของ
"ก็ไม่รู้สิ เพียงแต่พี่คิดว่าน้องไม่น่าหนีปัญหามาแบบนี้ ถ้ามีความขับข้องใจอะไร ก็น่าจะเคลียร์ๆ กันให้จบๆ ซะก่อน" ร่างสูงผอมตวัดขาตามลงมาแล้วครอบหมวกกันน็อคไว้ที่กระจกรถ
"ผมก็บอกเขาตั้งหลายรอบแล้ว แต่เขาก็ยังทำแบบเดิมๆ อีก ผมล่ะเบื่อจะพูดแล้ว" ก้องบดินทร์หน้ามุ่ยลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางกระบึงกระบอนแบบนี้ ถ้าพีรวิชญ์มาเห็นเข้าคงต้องจับจูบอีกแหงๆ
"เขาทำแบบนั้นเพราะเขารักน้องรึเปล่า"
"ก็ไม่รู้อ่ะ รู้แต่ว่าผมไม่ชอบที่เขากับผมแบบนั้น ผมไม่ชอบที่เขาไปป่าวประกาศให้คนอื่นๆ เขารับรู้"
"เฮ้อ... ความรักเนี่ย บางทีมันก็เข้าใจยากนะ คนนึงต้องการอีกอย่าง คนนึงอยากจะได้อีกอย่างโดยไม่คิดที่จะหันหน้ามาพูดคุยกันดีๆ สุดท้ายแล้ว ความรักมันก็ติดปีกบินหนีห่างจากเราไป" นุติแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มีกลุ่มเมฆขาวกระจัดกระจายตัวกันออกไป
"พี่พูดอย่างกับว่าพี่เคยมีความรัก"
"มีสิ อยู่มาตั้งยี่สิบแปดฝนแล้ว ไม่มีก็คงจะแปลกแล้วล่ะ" นุติหันมายิ้มให้ก้องบดินทร์อย่างอ่อนโยน จนหัวใจของก้องบดินทร์เกิดความรู้สึกไหวหวั่นแปลกๆ
"แล้วความรักครั้งแรกของพี่มันเป็นยังไงเหรอ"
"เอาตั้งแต่รักครั้งแรกเลยเหรอ ถ้าเป็นยังงั้นคงต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยประถม" ผู้เล่าแอบอมยิ้มเมื่อต้องย้อนอดีตไปไกล เขาก้าวเดินไปทรุดตัวลงนั่งยังม้ายาวใต้ต้นไม้โดยมีหนุ่มร่างเล็กเดินมานั่งอยู่เคียงข้าง สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความตั้งอกตั้งใจในการที่จะฟังเรื่องราวเหมือนจะเก็บรวบรวมข้อมูลไปทำรายงานอย่างไรอย่างนั้น
"เล่ามาสิพี่ ผมอยากฟัง"
"ความรักของพี่เกิดขึ้นครั้งแรกตอนป.4 มันก็เป็นความรักแบบเด็กๆ น่ะ พี่ชอบเธอเพราะว่าเธอเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วันสุดท้ายของการสอบอ่ะนะ พี่ลืมเอายางลบมา ก็ได้ยางลบของเธอเนี่ยแหละมาใช้ เธอบอกว่าเธอเอามาเผื่อ เผื่อว่ามีใครบางคนในห้องลืมเอามา แล้วก็มีคนลืมเอามาจริงๆ ด้วย ก็คือพี่เนี่ยแหละ แต่สุดท้ายยางลบก้อนนั้น พี่ก็ไม่ได้คืนเธอ เพราะพี่ลืม เหอะๆ" คนขี้ลืมเกาต้นคอตัวเองอย่างเขินๆ เมื่อเปิดโปงข้อเสียของตัวเองออกไป
"งั้นยางลบก้อนนั้น ปัจจุบันมันก็ยังอยู่กับพี่ใช่ไหมครับ"
"ใช่ ยางลบก้อนนั้นมันก็ยังอยู่กับพี่ ก็เหมือนกับความทรงจำที่มันยังคงตรึงอยู่ในหัวใจมิเคยเลือนหาย"
"ตอนแรกอ่ะ ผมก็นึกว่าพี่จะชอบผู้ชายซะอีก" ก้องบดินทร์ผ่อนลมหายใจออกมาเหมือนปมแห่งความกังวลถูกคลายออกไปหนึ่งเปราะ
"ก็ไม่รู้สิ พี่ก็ยังบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะพี่เองก็เคยมีแฟนมาแล้วทั้งที่เป็นผู้หญิงและก็ผู้ชาย... นี่ๆๆ รู้อย่างนี้แล้ว ยังจะกล้าซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่กลับหอพักอีกรึเปล่า" ลูกแก้วแววใสสีสนิมเหล็มเลื่อนมาสบมองหน้าคนตัวเล็ก ก่อนจะกระแซะไหล่บางอย่างหยอกเย้า
"มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกันสิพี่ พี่จะทิ้งผมซะแล้วเหรอ"
"พี่น่ะไม่ทิ้งนายหรอก พี่ก็แค่อยากรู้ว่านายจะทิ้งพี่หรือเปล่าก็เท่านั้น"
"ผมไม่ทิ้งพี่หรอกครับ คุยกับพี่แล้วรู้สึกดีกว่านายพีรวิชญ์นั่นตั้งเยอะ"
"คนเราแต่ละคนเนี่ยเอาไปเปรียบกันไม่ได้หรอกนะ เพราะแต่ละคนก็ย่อมมีทั้งมุมที่ดี และมุมที่ไม่ดี มันอยู่ที่ว่าใครจะแสดงมุมไหน ออกมาให้ใครดูเท่านั้น"
มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเครื่องดนตรีสีเงินขึ้นมาจ่อตรงบริเวณริมฝีปากก่อนจะเป่าลมและขยับมือเพื่อให้เกิดท่วงทำนองที่เหงาเศร้า
"พี่เป่าเมาท์ออร์แกนเป็นด้วยเหรอ เก่งจัง ผมอยากเล่นเป็นมั่งง่ะ"
นุติเบนสายตาหันมามองก้องบดินทร์ที่มีท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กได้เจอของเล่นชิ้นใหม่ ก็เกิดรอยยิ้มขึ้นในแววตา เขาถอนเมาท์ออร์แกนออกจากเรียวปากอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถามหนุ่มน้อยว่า...
"อยากเล่นเหรอ พี่สอนให้เอาไหม"
"เอาสิ!!"
เมาท์ออร์แกนที่สัมผัสโดนปากของนุติไปแล้วคราวนี้จึงไปสัมผัสโดนริมฝีปากบางๆ ของก้องบดินทร์บ้าง ดูเผินๆ ก็เหมือนกับเป็นการจูบทางอ้อมเพียงแต่คนตัวเล็กไม่รู้ตัวเท่านั้น
นุติใช้เวลาสอนเพียงไม่นาน ก้องบดินทร์ก็สามารถที่จะเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ นับว่าเป็นคนที่เรียนรู้อะไรได้ไวจริงๆ
และบทเพลงแรกที่ก้องบดินทร์ขอให้นุติสอนให้ ก็คือเพลง Happy Birthday
"ทำไมถึงอยากเป่าเพลง Happy Birthday ล่ะ เพราะคิดว่ามันง่าย หรือเพราะว่าจะเอาไว้เซอร์ไพรส์ใคร" ถามออกไปทั้งๆ ที่ในหัวใจปวดปร่าเพราะรู้ว่าคำตอบคงหนีไม่พ้นช้อยท์ที่สอง และมันก็เป็นอย่างที่เขาคาดเดาเอาไว้จริงๆ
"ผมจะเอาไว้เป่าในวันเกิดของพีรวิชญ์ เขาต้องแปลกใจแน่ๆ ที่เห็นผมเล่นดนตรีได้"
"จริงๆ แล้วในหัวใจของนายก็ไม่เคยลืมพีรวิชญ์ไปแม้สักวินาทีสินะ ถึงแม้ว่าเขาจะทำให้นายรู้สึกอึดอัดใจก็ตาม"
"ก็ไม่รู้สิพี่ ผมก็แค่อยากตอบแทนอะไรเขาบ้าง" ก้องบดินทร์ก้มลงไปมองรองเท้าผ้าใบที่พีรวิชญ์ซื้อให้ในวันเกิดของเขา แล้วก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงหน้าโหดๆ ของคนซื้อ
"เดี๋ยวพี่สอนให้นายก็แล้วกัน" ลำแขนแกร่งโอบพาดบ่าก้องบดินทร์
แม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆ แต่คราวนี้ก้องบดินทร์กลับไม่ได้ขัดขืน มือใหญ่สัมผัสลงบนมือเล็กเพื่อช่วยเขาประคับประคองเมาท์ออร์แกนไปให้ถูกทิศทางจนเกิดเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน
ทางด้านพีรวิชญ์ก็ขับรถกลับมาคฤหาสน์สีขาวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เสียงบีบแตรแผดลั่นไปถึงข้างใน คนรับใช้จึงรีบกระวีกระวาดออกมาเปิดประตู เสียงล้อครูดกับพื้นคอนกรีตดังเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดดับเครื่องร้อนภายในโรงรถขนาดใหญ่ที่สามารถจอดรถเรียงกันได้ 6 คัน
"นี่พี่พัฒน์เขาไม่ได้ไปทำงานเหรอ" น้องชายต่างสายเลือดถามขึ้นเมื่อเห็นว่ารถปอร์เช่สีบรอนซ์เงินยังจอดสงบนิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อตอนเช้าตรู่
"ไปแล้วค่ะ แต่กลับมาก่อนเวลาเลิกงาน"
"แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน"
"อยู่ข้างบนห้องค่ะ เห็นบอกว่าจะคุยงานกับเลขาฯ คนใหม่ ห้ามให้ใครขึ้นไปรบกวน"
"เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน นี่ก็คงจะนอนคุยกันเหมือนเดิมสินะ"
"มันไม่เหมือนเดิมน่ะสิคะ เพราะคราวนี้เลขาฯ คนใหม่ของคุณพิพัฒน์เป็นผู้ชายค่ะ" คนรับใช้ในบ้านจีบปากจีบคอรายงานทุกความเคลื่อนไหวอย่างละเอียดยิบ จนน่าจะไปเป็นนักข่าวมากกว่าจะมาใช้แรงงานปัดกวาดเช็ดถูบ้าน
"หะ อะไรนะ นี่พี่พัฒน์พาผู้ชายเข้าบ้านเหรอ" พีรวิชญ์เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจเพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าพิพัฒน์จะแอบมีรสนิยมรักร่วมเพศด้วย
"ค่ะ อิชั้นเนี่ย เห็นมากับตาเลยนะคะ เดินโอบเอวกันมาด้วยค่ะ"
"เอาเถอะๆ ปล่อยเขาไปเถอะ เธอมีงานอะไรค้างอยู่ก็ไปทำเถอะไป" หันไปสั่งคนใช้ให้รีบไปให้พ้นหูพ้นตา เพราะว่าเขาอยากจะใช้เวลาอยู่เงียบๆ คนเดียว
"ไม่มีแล้วค่ะ ตอนนี้ว่าง"
"ว่างเหรอ งั้นฉันเพิ่มงานให้เธอก็แล้วกัน ไปขัดสระว่ายน้ำหลังบ้านนู่นไป" ชายหนุ่มชี้นิ้วสั่ง และก็ตวาดด้วยเสียงอันดัง จนคนรับใช้ลนลานรีบผละออกไปจากที่ตรงนั้น
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมากวนใจแล้ว พีรวิชญ์ก็เดินตรงเข้าไปภายในบ้าน เขาถอดรองเท้าหุ้มส้นเก็บเข้าตู้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้บาร์ทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์รูปตัว L จากนั้นก็คว้าแก้วเหล้าทรงก้านที่แขวนอยู่เหนือศีรษะลงมาวางบนบาร์ไม้ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบขวดแก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันขึ้นมาเปิดจุก และค่อยๆ รินลงยังที่รองรับวาวใส
ชายหนุ่มกระดกพรวดเดียวจนไม่เหลือหยดน้ำสีอำพันเกาะปลายแก้ว แม้จะรู้ดีว่าฤทธิ์ของแอกอลฮอล์มันร้ายแรงเพียงใด แต่เขาก็ยังฝืน ฝืนที่จะดื่ม ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดจะแตะมันนับตั้งแต่วันแรกที่ได้ลองลิ้มแล้วเกิดผดผื่น
ความขมปร่าที่ไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก พอที่จะทำให้พีรวิชญ์ลืมความทุกข์ที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจได้ชั่วขณะหนึ่ง
มันก็ดับความร้อนรุ่มในกายได้เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นนั่นล่ะ เพราะเพียงไม่นานพีรวิชญ์ก็เห็นใบหน้าก้องบดินทร์ลอยวนเวียนอยู่รอบทิศ ไม่ว่าจะหมุนตัวไปทางไหนก็เห็นแต่หน้าก้องบดินทร์
"ก้องบดินทร์ ทำไมคุณถึงทำกับผมแบบนี้"
//เปรี๊ยะ!!//
เสียงแก้วที่ตกกระทบกับพื้นกระเบื้องด้านล่างดังลอดเข้าไปถึงในภายในห้องนอนที่เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ ร่างสองร่างที่นอนบดเบียดกันอยู่บนฟูกถึงกับหยุดกิจกรรมทั้งมวล แล้วก็หันไปมองยังทิศทางของเสียง
พิพัฒน์คิดเอาเองว่าคงเป็นความซุ่มซ่ามของคนรับใช้จึงเบือนหน้ากลับมาบอกกับคนที่นอนอยู่ใต้ร่างของเขา ไม่ให้ไปสนใจกับเสียงที่ดังขึ้นมาขัดจังหวะของการเสพสม
"ไม่มีอะไรหรอกมั้ง ยัยจุ๋ม มันคงซุ่มซ่ามทำแก้วแตกนั่นแหละ"
"แต่เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน บางทีอาจจะเป็นฝีมือของน้องชายพี่ก็ได้นะ"
"เอาเหอะ ปล่อยมันไป พี่ไม่ค่อยอยากไปยุ่งกับมันสักเท่าไหร่หรอก ต่างคนต่างอยู่อย่างนี้ล่ะดีแล้ว นายเองก็ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก มาสนุกกันต่อดีกว่า..." ไฟแห่งราคะกลับมาลุกโหมกระพือขึ้นอีกครั้งโดยไม่คิดจะสนใจกับสรรพเสียงใดๆ ที่ดังแทรกเข้ามารบกวน
บริเวณชั้นล่างเศษแก้วที่แตกกระจายยังไม่ได้รับการเก็บกวาด เพราะคนรับใช้ก็มัวแต่ไปทำความสะอาดสระว่ายน้ำอยู่หลังบ้าน ร่างสูงที่ไร้สติสัมปะชัญญะเดินโงนเงนมาทิ้งตัวลงบนโซฟายาวและผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนพลบค่ำ เมื่อพี่ชายต่างสายเลือดเดินลงมาพร้อมกับเลขาฯ คนใหม่ พอได้มาเจอสภาพน้องชายนอนแผ่เหยียดแข้งเหยียดขาเหมือนหมดอาลัยตายอยากก็ส่ายศีรษะอย่างระอาใจ
"คงแข่งแพ้มาอีกล่ะสิ เฮ้อ..." พิพัฒน์ทึกทักไปเอง ก่อนจะเดินไปเขย่าตัวเพื่อปลุกน้องชายให้ตื่น ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ว่าจะไม่สนใจแล้ว แต่เพราะเห็นแก่วิญญาณพ่อ เลยจำต้องยอมดูแลเจ้าพีมันบ้าง
"พีรวิชญ์!!" หนุ่มผิวขาวรูปร่างผอมบางที่ยืนเคียงข้างพิพัฒน์เรียกชื่อขึ้น ทำให้พิพัฒน์ตวัดสายตาอันคมดุราวกับเหยี่ยวหันมามองหน้าสาธิษฐ์ด้วยความรู้สึกฉงน
"นายรู้จักน้องชายฉันด้วยเหรอ"
"เขาเป็นเพื่อนของผมสมัยมัธยมน่ะครับ เอ... แต่ทำไมนามสกุลของเขากับพี่ถึงไม่เหมือนกันล่ะ" เพื่อนร่วมชั้นของพีรวิชญ์สมัยอยู่โรงเรียนประจำชายล้วนเอ่ยถามเจ้านายของตัวเอง
"ก็เพราะว่าเราสองคนเป็นลูกคนละแม่ แล้วตาพีเนี่ยก็ใช้นามสกุลของแม่เขา" พิพัฒน์ช่วยไขข้อข้องใจ ก่อนจะหันไปเขย่าตัวพีรวิชญ์อีกครั้งโดยเพิ่มความแรงมากกว่าเดิม
"ก้อง... อย่าทิ้งผมนะ..." ยังไม่ทันที่จะลืมตา ก็ออกอาการพร่ำเพ้อเรียกหาคนรัก
"แข่งแพ้แล้วยังโดนแฟนทิ้งอีก มิน่าล่ะถึงได้มีสภาพอย่างนี้" พิพัฒน์ยกนิ้วขึ้นมาถูปลายจมูกเมื่อได้กลิ่นของแอลกอฮอล์โชยออกมาจากโพรงปากของน้องชาย
"คนที่ชื่อก้องนี่เขาเป็นแฟนของพีหรือครับ" สาธิษฐ์ซักไซ้ด้วยความอยากรู้ แต่ดูเหมือนว่าพิพัฒน์ไม่ค่อยอยากจะพูดถึง เลยตอบแบบขอไปที
"ก็คงงั้นมั้ง ว่าแต่เราเถอะทำไมถึงอยากรู้เรื่องของนายพีเขาจัง เคยมีอะไรกันมาก่อนรึเปล่า"
"เปล่าพี่ ผมกับพีก็แค่เพื่อนกัน เพื่อนกันเท่านั้นจริงๆ พี่"
"ก็ดีแล้วล่ะ เป็นแค่เพื่อนกันน่ะดีแล้ว เพราะถ้าฉันจับได้ว่านายสองคนมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งเกินกว่านั้น ฉันคงไม่ต้องบอกนายนะ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น" ดวงตาคู่โตที่หรี่เพ่งมองมา ทำเอาสาธิษฐ์ยืนแทบไม่อยู่ สายตาพิฆาตของพิพัฒน์นี่น่ากลัวชะมัด จะลาออกตอนนี้ก็เสียดายเงินหลายหมื่นที่จะได้รับในแต่ละเดือน
"ก้อง... ก้อง..." ร่างที่นอนเหยียดยาวยังที่ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้น จะมีก็แต่ปากเท่านั้นที่ขยับพร่ำเพ้อเรียกคนรัก จนพิพัฒน์ก็เริ่มเบื่อที่จะปลุก เลยปล่อยทิ้งน้องชายไว้ที่โซฟาตัวนั้น ก่อนจะฉุดแขนสาธิษฐ์ให้ก้าวเดินตามเขาออกไปนอกบ้าน โดยที่พิพัฒน์ไม่รู้เลยว่าขณะที่ผละจากที่ตรงนั้น สาธิษฐ์ได้แอบเหลียวหน้ามองพีรวิชญ์ด้วยสายตาที่เป็นห่วงเป็นใย
++++++++++++++++
"ก้อง!!... ก้อง!!..." นุติเขย่าต้นขาคนที่นั่งหลับแล้วเอนหัวซบไหล่เขาเบาๆ
ก้องบดินทร์ค่อยๆ เอนหัวออกห่างจากไหล่ของนุติอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เปิดเปลือกตาทอดมองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ความมืดมิดเริ่มเข้ามาแย่งชิงพื้นที่แสงแดดอ่อนอันอบอุ่น หมู่นกกาบินผกโผกลับคืนสู่รังเฉกเช่นเดียวกลับมนุษย์ที่ต้องกลับไปพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้ต่อสู้ในเช้าวันใหม่ แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนหรอกนะที่จะเป็นแบบนี้ เพราะสำหรับใครบางคนแล้ว ยามรัตติกาลกลับเป็นเวลาเริ่มต้นในการที่จะปฏิบัติภาระหน้าที่
"กลับไปหลับต่อที่หอเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง" ขณะที่นุติกำลังจะลุกขึ้นจากม้านั่งนั้น เสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาสอดรับเข้ากับบรรยากาศและความรู้สึกในช่วงนั้นของเขาพอดี
// นี่คือเหงา นี่แหละเหงา นี่คือความจริงที่ได้เจอ เจ็บปวดทรมานลึกลงข้างในใจ... //
พอเลื่อนสายตาลงมามองชื่อของคนที่โทรเข้า เขาก็รีบเดินหลบให้พ้นจากจุดที่ก้องบดินทร์นั่งอยู่ จากนั้นก็ยกมือขึ้นป้องปากโต้ตอบกับปลายสายเหมือนกลัวว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า
"ไอ้นุติ มึงอยู่ไหนเนี่ย"
"อยู่สวนสาธารณะ..."
"ไปรำลึกถึงอดีตรึไงมึง" เมื่อสะกิดโดนแผลเก่าในหัวใจ ก็ทำเอานุตินิ่งเงียบไปชั่วครู่
ใช่ เขาเคยมีอดีตกับใครบางคน ณ ที่แห่งนี้ และเขาก็รู้ รู้ดีว่าที่แห่งนี้ก็กำลังจะกลายเป็นอดีตสำหรับเขาและใครอีกคนหนึ่ง คนที่นั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ตรงนู้นไง
"มึงรีบมาเลยนะเว่ย หัวหน้าเขาอยากเจอมึงด่วน เขามีงานให้มึงทำ"
"แต่กูต้องไปส่งเพื่อนก่อน"
"เพื่อนมึงไม่มีขารึไง กลับบ้านเองไม่เป็นเหรอวะ"
"ก็ได้ๆ เดี๋ยวกูจะรีบไปละกัน แค่นี้นะ" นุติตัดสายทิ้งอย่างไม่สบอารมณ์ที่ดันมีงานเข้าในช่วงเวลาที่เขากำลังมีความสุข
เขาไม่อยากให้ความสุขที่มีอยู่ต้องด่วนจากไป แต่จะทำยังไงได้เล่า เรื่องงานยังไงก็ต้องมาก่อนเรื่องรักเสมอ ก็เพราะอย่างนี้แหละถึงทำให้เขากับอดีตคนรักตัดสินใจแยกทางเดินกัน
"เอ่อ... ก้อง... คือ พี่คงไปส่งก้องไม่ได้แล้วล่ะ พอดีพี่มีธุระด่วนต้องรีบไปทำ เอ่อ... ก้องกลับหอพักเองได้ไหม" เสียงของนุติพลันอ่อนลง หัวใจเหมือนถูกบีบคั้นให้จำต้องพูดประโยคนั้นออกไป
"ได้ครับพี่ พี่ไปทำธุระเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอกนะ ผมกลับเองได้" ถึงกระนั้นก้องบดินทร์ก็ยังคงรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่สาดทอออกมาจากแววตาของอีกฝ่าย
ก้องบดินทร์ระบายยิ้มตอบกลับไปให้นุติเพื่อให้เขาสบายใจ และก่อนที่ก้องบดินทร์จะผละจากใต้ร่มไม้ใหญ่มา ก็ได้บอกกล่าวให้นุติรับรู้ว่า...
"ผมดีใจมากนะครับที่ได้มาที่นี่กับพี่ ขอบคุณมากนะครับสำหรับช่วงเวลาที่ดีๆ ถ้ามีโอกาส เราคงได้พบกันอีก"
"แล้วพี่จะติดต่อนายได้ยังไง" นุติอยากจะได้เบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อ แต่ก้องบดินทร์กลับไม่ได้ให้ ก็ไม่รู้ว่าเขาคิดผิดหรือเปล่าที่เขาตอบคำถามของนุติออกไปแบบนี้...
"ผมบอกที่ตั้งหอพักกับพี่ไปแล้วนี่ครับ ถ้าพี่อยากเจอก็มาหาได้"
"แล้วยังไง พี่จะแวะไปหานะ วันนี้พี่คงต้องขอตัวไปก่อน"
ก้องบดินทร์จึงเดินไปส่งนุติที่รถมอเตอร์ไซค์คู่กายของเขา นุติหันมาโบกมือลาก้องบดินทร์ก่อนจะบิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง สายตาของก้องบดินทร์ทอดมองออกไปไกลจนกระทั่งแผ่นหลังกว้างๆ ของนักบิดลับหายไปจากแนวสายตา จึงได้ย่างเท้าก้าวเดินไปยังป้ายรถเมล์เพื่อต่อรถเมล์กลับไปยังหอพัก
เมื่อกลับมาถึงหอพักแล้วก็กดเปิดโทรศัพท์มือถือหลังจากที่ปิดมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่มีเรื่องกับพีรวิชญ์ พอก้องบดินทร์เปิดเครื่องก็เห็นว่ามิสคอลจากพีรวิชญ์เกือบร้อย ไหนจะยังมีแมสเสจที่ส่งมาถามไถ่จนเต็มหน่วยความจำ ยังไม่นับรวมถึงเสียงฝากข้อความแบบกระโชกโฮกฮาก ที่เปิดฟังทีไรก็ต้องสะดุ้งทุกที
// "ก้องบดินทร์ คุณอยู่ไหน แล้วไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร" //
"ผมจะไปไหนกับใคร มันก็เรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับคุณซะหน่อย ฮึ่ย!!" คนตัวเล็กเขวี้ยงโทรศัพท์ลงบนที่นอน ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าขึ้นมาพาดบ่า แล้วเดินไปอาบน้ำในห้องน้ำ จากนั้นก็กลับมานอนสลบไสลบนเตียงเพียงลำพัง เพราะเพื่อนร่วมห้องซึ่งเป็นบุรุษพยาบาลมักไม่ค่อยกลับมานอนที่หอพักที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้สำหรับพนักงานสักเท่าไหร่
ทางด้านพีรวิชญ์หลังจากที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้ว ก็รีบล้างหน้าล้างตาแล้วคว้ากุญแจรถออกไปอีกครั้ง เขาเดินสวนทางกับพิพัฒน์ที่เพิ่งกลับจากการไปส่งสาธิษฐ์
"นี่มันสี่ทุ่มแล้วนะ แกจะออกไปไหนอีก" พิพัฒน์รั้งแขนพีรวิชญ์เอาไว้แต่กลับโดนสะบัดออก
"ผมจะไปไหน มันก็เรื่องของผม ทีพี่ออกจากบ้าน ตีหนึ่ง ตีสอง ผมยังไม่เคยถามเลย"
"แต่พี่เป็นห่วงแกนะ"
"คนอย่างพี่พิพัฒน์เนี่ยห่วงใครเป็นด้วยเหรอ... ถ้าพี่ห่วงคนอื่นจริงๆ คงไม่มีใครเขาทิ้งพี่ไปหร็อก ลูกเมียพี่ที่อยู่เมืองนอกน่ะ พี่เคยห่วงเขาบ้างไหม" คำพูดที่เปรียบเสมือนเป็นบูมเมอร์แรง เมื่อขว้างออกไปแล้ว มันก็มักจะย้อนกลับมาหาตัวผู้พูดเสมอ
"แล้วแกล่ะ พีรวิชญ์ แกเคยห่วงความรู้สึกของก้องบดินทร์เขาบ้างรึเปล่า..." คนที่โดนเข้ากับตัว ต่างก็รู้สึกเจ็บไม่แพ้กัน
"ก็ก้องบดินทร์เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ผมก็ควรจะโต้กลับคืนไปบ้าง ไม่ใช่เหรอ"
"แกแน่ใจเหรอว่าเขาเริ่มก่อน" พิพัฒน์เพิ่งจะได้รับรู้เรื่องราวก็ตอนที่ไปนั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านของสาธิษฐ์ ภาพทุกภาพที่เกิดขึ้นในสนามกีฬาถูกถ่ายทอดผ่านสื่อออกมาหมด ไม่มีตัดตอนเลยแม้แต่เสี้ยววินาที และเขาก็เข้าใจสภาพของจิตใจของก้องบดินทร์ดี เพราะตัวเขาเองก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องพบปะผู้คนอยู่บ่อยๆ ฉะนั้นแล้ว เรื่องแบบนี้บางทีมันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ใครรับรู้ เพราะว่ามันไม่ได้ส่งผลดีให้กับใครเลย จะมีก็แต่นักข่าวเท่านั้นที่มันขายข่าวได้
"ฮึ่ย!!"
พีรวิชญ์ก็ยังคงเป็นเด็กดื้อเหมือนเดิม เขาไม่เคยยอมฟังใคร นอกจากเสียงของหัวใจตัวเองที่เรียกร้องมาเท่านั้น คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเลยได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยอ่อนที่จะสั่งสอน ทำได้เพียงแค่ยืนมองดูพีรวิชญ์ขับรถออกไปอย่างเงียบๆ
อะไรจะเกิด ก็คงต้องปล่อยให้มันเกิดไป ปัญหาของใคร ใครคนนั้นก็ต้องแก้เอาเอง ส่วนวิธีทางแก้ปัญหา มันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะไปชี้แนะกับคนที่ไม่เคยยอมฟังอะไร
พีรวิชญ์ขับรถเข้ามาจอดยังหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในย่านของชาวสีม่วง เขาเปิดประตูและก้าวขาลงจากรถด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนคนที่พร้อมจะกระทำตามแผนการณ์ร้ายที่ตนเองได้วางไว้เพื่อยั่วให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพที่ร้อนรนทุรนทุรายเหมือนอย่างที่เขาได้ประสบมา
"จะรับอะไรดีครับ" พนักงานเสิร์ฟหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นลูกค้าเดินเข้ามานั่งในร้าน
"เบียร์เย็นๆ สักแก้วก็แล้วกัน" พีรวิชญ์ก็ออกปากสั่งไปอย่างงั้นเองโดยไม่ได้คิดที่จะดื่มจริงๆ จังๆ เพราะว่าการที่เขาเข้ามาในร้านนี้ ไม่ได้เข้ามาเพื่อดื่ม หากแต่ประสงค์จะทำอย่างอื่นมากกว่า
"เอ่อ... น้อง พี่ขอเด็กนั่งดริ๊งค์สักคนสิ"
"ได้ครับพี่ เดี๋ยวผมจัดให้" ว่าแล้วพนักงานเสิร์ฟก็ตะโกนและกวักมือเรียกเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักที่กำลังนั่งคุยกับบาร์เทนเดอร์ให้ลุกมาทำงาน
"คิม!! ว่างอยู่ใช่ไหม มานี่"
เด็กหนุ่มวัยสักประมาณยี่สิบต้นๆ เดินก้าวเข้ามานั่งคลอเคลียพีรวิชญ์อย่างชำนาญงาน มือนิ่มลูบไล้ไปตามหน้าอกของพีรวิชญ์ และค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมา แต่โดนพีรวิชญ์ตะปบมือเอาไว้เสียก่อน นัยน์ตาคมวาวจับจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาเรียวที่มีประกายแห่งความใคร่ลุกโชน
"น้องชื่อคิมใช่ไหม"
"ครับพี่ ผมชื่อคิม - คิมหันต์ ที่แปลว่าฤดูร้อนน่ะครับ" เสียงแหบเสน่ห์นั้นฟังดูเย้ายวนดีเหลือเกิน
"มิน่าล่ะ ดูท่าทางนายนี่เร่าร้อนน่าดู"
"ผมเร่าร้อนกว่าที่พี่คิดครับ โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง"
"จริงเหรอ ถ้างั้นก็ดีเลย เพราะพี่ต้องการแบบนี้อยู่แล้ว ว่าแต่คืนนี้น้องออกไปข้างนอกกับพี่ได้ไหม"
"ได้ครับพี่ เดี๋ยวผมบอกเจ้านายของผมก่อน"
ขณะที่คิมหันต์เดินไปบอกเจ้านาย พีรวิชญ์ก็เรียกพนักงานเสิร์ฟมาเก็บสตางค์ค่าเบียร์ที่ตัวเองไม่ได้แตะต้องเลยแม้สักนิด จากนั้นเขาก็พาคิมหันต์ขึ้นรถไปยังโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง...
//รักแท้...รักคืออะไร?...ตับไตไส้พุง....หรือ....รักกางเกงที่นุ่ง ว่าดูสวยดี....// เสียงริงโทนที่ดังมาจากมือถือที่สั่นครืดคราดอยู่บนหัวเตียง ส่งผลให้หนุ่มน้อยหลุดออกมาจากห้วงแห่งความฝัน มือเล็กเอื้อมคว้าเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดรับสาย แล้วกรอกเสียงงัวเงียๆ ลงไป
"สวัสดีครับ" ก้องบดินทร์เงี่ยหูฟังเสียงตอบรับจากปลายสาย แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ตั้งใจโทรมาคุยกับเขา เพราะว่าเสียงที่ได้ยินผ่านหูโทรศัพท์นั้น มันเป็นเสียงร้องครางของคนสองคนที่กำลังมีความสุขกันกับเรือนร่างของคู่ขา
"โอ๊ยยย... พี่พี เบาๆ หน่อยสิครับ ผมเจ็บ... อ๊าาา... พี่พี... อื๊อออ..." เสียงร้องครวญครางสลับกับการเรียกชื่อ ‘พีรวิชญ์' ทำเอาหัวใจของก้องบดินทร์แทบแหลกสลายเหมือนถูกฆ้อนขนาดใหญ่ทุบลงมาจนไม่เหลือชิ้นดี ความไว้เนื้อเชื่อใจแทบจะสูญหายไปในวินาทีนั้น ความอ่อนแอตีตื้นขึ้นมาคลออยู่รอบนัยน์ตา เพียงแค่กะพริบ หยาดน้ำใสๆ ก็รินไหลมาตามร่องแก้ม
"อื้มมม... คิม นายตอบสนองพี่ดีมากๆ เลย พี่ชักชอบนายซะแล้วสิ... อ๊ะ"
"ถ้างั้นก็เข้ามาในตัวผมลึกๆ สิครับ... อื้มมมม อ๊าาาา..."
"ได้... อ๊ะ.... อาาา..."
ก้องบดินทร์ไม่อาจจะทนฟังเสียงครางกระเส่าอันน่าขยะแขยงได้อีกต่อไป เขาจึงรีบกดปิดมือถือ แล้วนอนขดซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าแพรผืนบาง ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจออกมาอย่างเต็มที่จนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนชื้นแฉะไปด้วยคราบน้ำตา
ทางด้านพีรวิชญ์เมื่อเอาคืนก้องบดินทร์ได้อย่างสาแก่ใจแล้ว ก็คว้ามือถือที่อยู่บนหัวเตียงขึ้นมาปิดเครื่อง ก่อนจะควักธนบัตรใบละพันจำนวนหกใบส่งให้กับคิมหันต์คนที่มารับบทเป็นคู่นอนจำเป็นในคืนนี้
"ขอบคุณนะครับพี่สำหรับค่าตัวนักแสดง อยากเรียกใช้อีกเมื่อไหร่ ก็บอกได้นะ" คิมหันต์หยิบธนบัตรขึ้นมาจูบอย่างพึงพอใจที่วันนี้ไม่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว ขายแต่เสียงเพียงอย่างเดียวก็ได้ตังค์ใช้แล้ว
"ก็อาจจะในเร็วๆ นี้"
"แล้วพี่ไม่คิดอยากจะมีอะไรกับผมจริงๆ บ้างเหรอ" นัยน์ตาเรียวรีชายมองพีรวิชญ์อย่างนึกเสียดาย เพราะผู้ชายคนนี้มีหน้าตาและรูปร่างดีกว่าผู้ชายหลายๆ คนที่เขาเคยนอนด้วย
"ไม่ล่ะน้อง ขอโทษทีนะ พี่มีอะไรกับน้องไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าพี่จะมี พี่ก็จะมีกับคนที่พี่รักเท่านั้น พี่จะรอ... รอจนกว่าเขาจะพร้อมนั่นล่ะ"
"เอาเป็นว่า ถ้ารอไม่ไหว ก็เรียกใช้ผมได้นะครับ ยินดีบริการให้ถึงที่เลยครับ"
"เอิ่ม.... คิมเข้าใจที่พี่พูดบ้างไหมเนี่ย"
"เข้าใจสิครับ เข้าใจว่าพี่ก็ยังรักแฟนพี่อยู่ แต่พี่อยากมีกิ๊ก เอ่อ... เอาเป็นว่า ผมขอตัวก่อนแล้วกันนะครับ หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีกในเร็วๆ นี้ ผมจะรอ... รอพี่ติดต่อกลับมานะครับ" คิมหันต์กระโดดหอมแก้มพีรวิชญ์ และโปรยจูบส่งท้าย ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไป
"นายไม่เข้าใจก็คงไม่แปลกหรอกคิมหันต์ เพราะขนาดพี่เอง พี่ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าพี่ทำอย่างนั้นลงไปได้ยังไง" พีรวิชญ์เปรยขึ้นหลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลง
ขายาวก้าวเดินไปทิ้งตัวลงนอนก่ายหน้าผากบนเตียงหนา และหลับตาลงเพื่อทบทวนการกระทำของตัวเอง ว่ามันสมควรแล้วหรือไม่ ที่โต้ตอบกับก้องบดินทร์ไปแบบนั้น
-----------------------------------
edit @ 11 Dec 2009 23:54:10 by tang057