2010/Sep/10

ตอนที่ 22 : ความลับแตก 

         ก้องบดินทร์ใช้เบอร์สาธารณะโทรหาพฤกษ์ แต่ไม่มีใครรับสาย แม้จะลองโทรใหม่อีก 2 -3 ครั้ง ผลก็เป็นเช่นเดิม จนเขาเริ่มห่วงพฤกษ์เสียแล้ว เพราะไม่รู้ว่าพฤกษ์ต้องเจอกับอะไรบ้าง และก็ไม่รู้ว่าการที่เขาหลบหนีมากับพีรวิชญ์มันเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า เขาห่วงแต่ความปลอดภัยของพีรวิชญ์จนลืมห่วงความปลอดภัยของพฤกษ์หรือเปล่า

                เราสร้างความลำบากให้กับพฤกษ์เกินไปไหม... พี่ภูมิจะทำอะไรรุนแรงกับพฤกษ์หรือเปล่า...

                ความกังวลรุมเร้าจิตใจ ห่วงเพื่อนก็ห่วง ห่วงพีรวิชญ์ก็ห่วง ยิ่งได้กลับมายืนหน้าโทรศัพท์สาธารณะเครื่องเดิม ความทรงจำเก่าๆ เมื่อแรกพบกับพีรวิชญ์ก็คืนย้อนมา อาการป่วยของโทรศัพท์ดีขึ้นมากแล้ว เดี๋ยวนี้มันไม่กินเหรียญเหมือนก่อน แต่อาการของพีรวิชญ์นี่สิไม่กระเตื้องให้ชื้นใจบ้างเลย

                ก้องบดินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหนักอกขณะมองตนเองในกระจกเงา ดวงหน้ากลมหวานไม่เหลือเค้าความสดชื่น ใต้ขอบตาคล้ำหม่นเพราะนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้จะได้อยู่เคียงใกล้กับคนรัก แต่กลับทุกข์ใจมากกว่าตอนอยู่ห่างไกลกันเสียอีก

                “ผ้าเช็ดหน้าไหมครับ” สำเนียงภาษาอังกฤษของคนพูดช่างไพเราะราวกับผู้ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำ

                “ขอบคุณครับ” ก้องบดินทร์ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษไม่ให้หลุดฟอร์มที่ปลอมตัวเป็นลูกครึ่งฝรั่ง เขารับผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาเช็ดคราบน้ำตา ก่อนเงยหน้ามองผู้ให้แล้วยิ้ม เขาจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครแม้ว่านานๆ จะได้เจอครั้งก็ตาม

                “หนุ่ย!! เสร็จหรือยัง ไปทานข้าวกัน” หมอมาร์คเข้ามาตามแฟนหนุ่มถึงในห้องน้ำ เขาหันไปยิ้มให้ก้องบดินทร์เล็กน้อยก่อนนำหนุ่ยออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอก

            ก้องบดินทร์พับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นลงกระเป๋าตั้งใจว่าจะซักและฝากหมอมาร์คไปคืนให้หนุ่มในภายหลัง ร่างบางก้าวออกจากห้องน้ำชั้นล่างเดินไปซื้อข้าวกล่องเจ้าประจำที่โรงอาหารของโรงพยาบาล แต่วันนี้แม่ค้าไม่ได้เพิ่มกับข้าวให้เพราะจำก้องบดินทร์ขาประจำไม่ได้ เขาจ่ายสตางค์และกลับขึ้นไปบนห้องอย่างหงอยๆ หากเปรียบเทียบช่วงเวลาที่สลับร่างกับช่วงเวลานี้ เขากลับรู้สึกว่าตอนที่สลับร่างกันนั้นมีความสุขมากกว่า

                ตักข้าวเข้าปากได้แค่เพียงสามคำก็ปล่อยช้อนเพราะกว่าจะกล้ำกลืนแต่ละคำผ่านลงคอไปได้ช่างยากเย็น จำต้องใช้น้ำดื่มเป็นตัวช่วยพัดพากากใยอาหารลงสู่กระเพาะ ก้องบดินทร์วางแก้วใบเล็กบนที่รองแก้วอย่างเบามือ ก่อนคว้าหนังสือเล่มใหม่อ่านให้พีรวิชญ์ฟัง...

 

+++++++++++++++++

 

                พฤกษ์นอนซมอยู่บนเตียงด้วยพิษไข้และปวดบาดแผลทั่วเรือนร่างโดยไร้คนอยู่เฝ้า เพราะแดนดินมีภารกิจใหญ่ที่ต้องกระทำ ส่วนภูมิก็ไม่ไยดีเขามาตั้งนานแล้ว เขาคงเห็นก้องบดินทร์สำคัญมากกว่า  น้องชายไม่รักดีอย่างเขาจะสนใจไปทำไม

                ช่างเถอะ... ถึงอย่างไรเราก็เปลี่ยนเขาไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ดีขึ้นเท่านั้น...

                กระแอมไอเบาๆ อย่างระคายคอ มือหนาเอื้อมคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะแต่สัมผัสมันไม่ถึง จึงเอี้ยวตัวและเหยียดแขนออกไปอีกนิด แต่แก้วน้ำใบใสกลับร่วงแตก พฤกษ์หดมือกลับด้วยความว้าวุ่นใจ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็นลางบอกเหตุหรือว่าเป็นแค่ความสะเพร่าของเขา

                ขอให้เป็นอย่างหลังก็แล้วกัน เพราะตอนนี้เขาก็ไม่เหลือใครแล้ว หากไม่มีแดนดินคงเปรียบเหมือนแสงสว่างของชีวิตดับสิ้นลง

                หากว่าต้นไม้(พฤกษ์)มันขาดดินก็คงจะเติบโตลำบาก คงมิแคล้วแห้งเหี่ยวและเฉาตายลง...

 

+++++++++++++++++

 

                ใจกลางมหานครใหญ่เกิดเหตุระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ภาพข่าวรายงานสดวินาทีต่อวินาที ผู้คนในโรงพยาบาลจับกลุ่มวิพากษ์กันเซ็งแซ่ แต่ใครบางคนกลับไม่ได้สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองเพราะมัวแต่ตามหาก้องบดินทร์ ภูมิกวดฝีเท้าไปที่เคาน์เตอร์ประชาพันธ์และสอบถามหาบุคคลที่ต้องการพบ แต่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กลับบอกว่าก้องบดินทร์ลาป่วยและไม่ทราบว่าพักอยู่ที่ไหน ส่วนพีรวิชญ์ก็ไม่ปรากฏในลิสต์รายชื่อของผู้ป่วยใน เขาจึงวิ่งพล่านไปทั่ว จนได้มาเจอกับหมอมาร์คที่เพิ่งรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ คนที่อยู่เคียงข้างหมอมาร์ครีบขอตัวกลับเพราะไม่อยากก้าวก่ายในการงานของแฟน

                “พี่หมอ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” หนุ่ยกล่าวลาสั้นๆ และเลี่ยงออกไปลานจอดรถ

                หลังจากที่หนุ่ยคล้อยหลังไปแล้ว ภูมิก็เข้าเรื่องทันที เขาถามหาก้องบดินทร์กับหมอมาร์คเพราะคิดว่าหมอมาร์คน่าจะรู้เบาะแสบ้างว่าก้องบดินทร์หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน แต่หมอมาร์คกลับส่ายศีรษะ ตอบปฏิเสธเหมือนเช่นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์

                “ไม่ทราบเหมือนกันครับ ก้องบดินทร์เขาไม่ได้ติดต่อมาหาผมเลย ผมรู้เพียงแค่เขาลาป่วยเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เขาจะไปพักที่ไหนกับใคร ผมเองก็ไม่ทราบครับ”

                “เมื่อกี้ผมไปหาที่บ้านพีรวิชญ์ก็ไม่เจอ หาที่หอพักก็ไม่มี ตกลงก้องเขาไปอยู่ที่ไหนกันแน่ เขามีที่พักอื่นอีกไหมครับ”

                “ผมไม่ทราบจริงๆ ครับเรื่องนี้ ผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอมาร์คโค้งศีรษะขอตัวลาไปทำงานต่อ ภูมิถึงกับยกมือกุมขมับเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แต่จะกลับไปหาคุณฟองจันทร์โดยไม่เจอก้องบดินทร์ไม่ได้ เขาจึงเดินหน้าหาต่อ ตระเวณไปตามชั้นต่างๆ และไล่มองป้ายชื่อผู้ป่วยในไปทีละห้อง เขาเกือบจะถึงห้องของพีรวิชญ์อยู่แล้ว แต่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาเสียก่อน

                [[เจอก้องไหมลูก?!]] คนที่ต่อสายมาจากโรงแรมถามอย่างร้อนใจด้วยกลัวว่าก้องบดินทร์จะเตลิดไปกับพีรวิชญ์ ผู้ชายไร้มารยาทคนนั้น หากเป็นเช่นนั้นหัวใจของผู้เป็นแม่คงแหลกสลายเป็นแน่

               [[ยังเลยครับแม่ แต่ผมกำลังตามหาอยู่ครับ... แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะพาก้องไปหาแม่ให้ได้ จะไม่ให้ก้องได้พบเจอกับนายพีรวิชญ์อีก]]

                ด้วยความที่ภูมิหันหลังให้บานประตูห้องของพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์จึงไม่ทันได้เห็นใบหน้าของภูมิ ก้องบดินทร์เดินผ่านด้านข้างภูมิโดยที่ภูมิไม่นึกสงสัยเพราะผมสีทองอร่าม ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นกัน

                เหมือนว่าโชคจะเข้าข้างก้องบดินทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว... กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ก้องบดินทร์ผลุนผลันออกจากห้องเพื่อไปดูแดนดินซึ่งโดนระเบิดอาการสาหัส ทำให้เขาปิดประตูห้องไม่สนิทดีนัก บานประตูห้องของพีรวิชญ์แง้มออกเล็กน้อย

                ภูมิเดินผ่านไปอ่านรายชื่อหน้าห้องผู้ป่วยแล้วก็เกือบจะเดินย้อนกลับ หากว่าหูไม่บังเอิญได้ยินเสียงเรียกชื่อก้องบดินทร์ดังแว่วมาจากภายใน เขาจึงหรี่ตามองลอดช่องว่างของบานประตูและค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปข้างในด้วยใจระทึก หากแม้นไม่ใช่พีรวิชญ์ เขาคงเสียหน้ามาก

                แต่เมื่อสาวเท้าไปถึงข้างเตียงและได้มองเห็นผู้ป่วยจนชัดเจนเต็มสองตา รอยยิ้มแห่งชัยชนะก็พลันผุดขึ้นที่ริมปาก เกมซ่อนหาใกล้จบแล้ว แค่ซุ่มรอก้องบดินทร์กลับมาที่ห้อง แล้วก็จัดการจับตัวคนซ่อนแอบคนสุดท้าย แค่นี้เกมก็จบลงแล้ว

 

                ด้านก้องบดินทร์ก็นั่งไม่ติดที่ เดินวนไปวนมาหน้าห้องฉุกเฉินด้วยความเป็นห่วง เพราะผู้ชายคนนี้เป็นคนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพฤกษ์ให้ดีขึ้น หากไม่มีแดนดิน พฤกษ์ก็คงไม่ปรับตัวเองมากมายขนาดนี้

                “ก้องๆ !! ไอ้ดินเป็นไงบ้าง?!” ดวงหน้ากลมหวานเหลียวมองตามเสียง ก่อนส่ายศีรษะตอบเพื่อนสนิทของแดนดิน

                “ไม่รู้เหมือนกัน หมอยังไม่ออกมาเลย” คิ้วเรียวเคลื่อนชนกันอย่างเคร่งเครียด

                “หมอยังไม่ออกมา งั้นเราก็เข้าไปข้างในเลยดิ” คิมหันต์ซอยเท้าเตรียมวิ่งเข้าไป แต่โดนมนัสจิกหัวเอาไว้เสียก่อนพร้อมอบรมปนเสียงด่า

                “ไอ้เชรี่ยนี่ ให้มันรู้จักกาลเทศะบ้าง”

                “ทำไมพี่ก้องต้องทำผมทองด้วยอ่ะ” คิมหันต์จึงหันสนใจสีผมบนศีรษะของก้องบดินทร์แทน หากว่าก้องบดินทร์ไม่บอกล่วงหน้าว่าตัวเองเปลี่ยนสีผมและใส่คอนแทคเลนส์ คิมหันต์กับมนัสก็คงไม่มีทางจำได้

                “ก็เขาบอกแล้วไงว่าปลอมตัวหลบภูมิ ฟายนี่ ไม่รู้จักจำ ต้องให้ด่าตลอด” มนัสเริ่มรำคาญที่คิมหันต์ตั้งคำถามซ้ำซาก ก้องบดินทร์เขาก็บอกตั้งแต่ตอนที่โทรมาแล้ว แต่เจ้าตัวเล็กกลับความจำสั้น

                “ถึงผมจะความจำสั้น แต่ความรักของผมมันยาวนะ” เอียงคอกะพริบตาปริบๆ เอานิ้วชี้สองข้างจิ้มแก้มตัวเองทำให้น่ารัก น่าเอ็นดูแต่มนัสกลับเบือนหน้าหนีไม่มีอารมณ์เล่นด้วย เขาย้ายร่างตัวเองไปนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งและเฝ้ามองความเคลื่อนไหวหน้าห้องฉุกเฉินด้วยความกังวล

                เวลาผ่านไปได้สักพัก ประตูห้องฉุกเฉินถึงได้เปิดออก มนัสรีบเข้าไปถามอาการของเพื่อนสนิทจากแพทย์ผู้รักษาทันที

                “แดนดินเป็นอย่างไรบ้างครับหมอ”

                “ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณแดนดินเสียชีวิตแล้ว” คำตอบเพียงสั้นๆ บั่นหัวใจของผู้ฟัง จนแทบจะตายตกไปตามกัน คิมหันต์ร้องไห้โฮออกมาเป็นคนแรก ตามด้วยก้องบดินทร์ ส่วนมนัสนั้นเพียงแค่น้ำตารื้นขอบตา ไม่แสดงอาการฟูมฟาย แต่หัวใจกลับโศกเศร้าอย่างที่สุดเมื่อเสียเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่ม.ต้น

                “ทำไม?! ทำไมถึงเป็นแบบนี้?!” มนัสหันหน้าเข้าหาผนังเมื่อมิอาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป มือใหญ่กำหมัดแน่นแล้วต่อยผนัง จนคิมหันต์ต้องรีบไปสวมกอดจากด้านหลัง

                “ถ้าวิญญาณพี่ดิน มาเห็นพี่แม็คทำร้ายตัวเองแบบนี้ เขาจะเสียใจนะ” คำพูดของคิมหันต์ ทำให้มนัสได้สติ เขาจึงคลายมือปาดน้ำตาก่อนหันหน้ามายีหัวเจ้าตัวเล็กและสวมกอดเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน

                ส่วนศพของแดนดินต้องนำส่งกลับกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อสืบหาตัวมือวางระเบิดต่อไป มนัสจึงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย ด้านก้องบดินทร์ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปดูแลพีรวิชญ์ตามเดิม แต่คราวนี้มีมนัสและคิมหันต์มาด้วย เขาจึงคลายเหงาลงไป

                แค่คิมหันต์คนเดียวก็เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดทางแล้ว เขาเป็นคนที่ลืมความโศกเศร้าได้ไวจริงๆ เขาจรดปลายเท้าก้าวกระโดดอย่างสนุกสนานและแตะบานประตูห้องที่มีป้ายชื่ออนุชิตได้ก่อนใคร

                “พี่ก้อง ทำไมถึงเลือกชื่ออนุชิตล่ะ”

                “ก็เขาบอกแล้วไงว่าจิ้มเอามั่วๆ ไม่รู้จักจำ”

                “ก็ความจำผมสั้น แต่ความรักของผม...แผล่บ...” ลิ้นเล็กสัมผัสรสเค็มปะแล่มๆ จากเรียวนิ้วที่ปาดกลีบปาก

มนัสรำคาญคิมหันต์ที่พูดมาก ถามแต่เรื่องเดิมๆ จึงเอานิ้วปาดซะเผื่อจะสงบปากเสียบ้าง แต่คิมหันต์ก็ปิดปากได้เพียงแค่ชั่วครู่ เพราะเมื่อโผล่หน้าเข้าไปข้างในก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอหนุ่มมาดเท่ คิมหันต์ไม่เคยเจอภูมิมาก่อน จึงตรงเข้าไปทักทายและสวมกอดอย่างเร็วรี่

“พี่ชื่ออะไรอ่ะ ผมชื่อคิมหันต์นะ ขอกอดหน่อย”

“มากไปแล้ว มากไป!!” มนัสถลันไปจิกหัวคิมหันต์กลับมายืนข้างตัวเอง ก้องบดินทร์หน้าซีดลงทันทีเมื่อโดนภูมิจ้องไม่วางตา และเขาก็แนะนำให้ภูมิได้รู้จักเพื่อนๆ ของพีรวิชญ์

                “อุ๊ย... พี่พฤกษ์อ่ะสุดเท่ แต่พี่ภูมิอ่ะโครตเท่เลยนะ” สายตาของคิมหันต์เปล่งประกายวิบวับ ชื่อของพี่น้องตระกูลวรเกียรติเข้าไปสิงอยู่ในหัวใจของเขาแล้ว

                “ยังไม่เลิก  ยังไม่เลิก... เดี๋ยวเจอส้นตีนยัดปาก” มนัสเขม้นมองอย่างไม่พอใจ ก่อนลากตัวคิมหันต์ออกไปข้างนอกห้องเพราะขืนอยู่นานไปคงต้องลงไม้ลงมือกันหนักแน่

                “แม็ค!!... แม็ค!!...”  ก้องบดินทร์ตะโกนเรียกเพื่อให้มนัสอยู่เป็นเพื่อน แต่มนัสก็ไม่ได้เหลียวหลังกลับมา ก้องบดินทร์จึงเข้าไปเขย่าตัวพีรวิชญ์หวังจะปลุกเขาให้ตื่นและวิ่งออกจากนรก‘ภูมิ’ด้วยกัน แต่พีรวิชญ์ก็ยังหลับตานิ่ง ปิดปากเงียบไม่เหมือนครู่ก่อนตอนที่ก้องบดินทร์ไม่อยู่ เขาเผลอเรียกชื่อก้องบดินทร์ออกมาตั้งหลายครั้ง แต่พอก้องบดินทร์มาถึงกลับไม่การเคลื่อนไหวใดๆ

                “พี!!... พี!!... ช่วยผมด้วย!!”

ฝันร้ายกลายเป็นความจริงเข้าแล้ว ก้องบดินทร์กำลังจะถูกภูมิลากตัวกลับจันทบุรี หากพีรวิชญ์ไม่ฟื้น ก็คงไม่มีใครช่วยก้องบดินทร์ได้

ก้องบดินทร์จับราวกั้นเตียงแน่น รั้งตัวเองให้อยู่ใกล้เตียงพีรวิชญ์มากที่สุดขณะที่ภูมิออกแรงกระชากแขนอีกข้างเพื่อให้ก้องบดินทร์พ้นจากเตียงพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์ร้องเรียกพีรวิชญ์ไม่ขาดปาก จนในที่สุดมือของพีรวิชญ์ก็เริ่มขยับได้ เขารีบคว้ามือของก้องบดินทร์ไว้ในช่วงวินาทีที่กำลังจะเลื่อนหลุดจากราวได้ทันท่วงที

“พี!!” ก้องบดินทร์เรียกชื่อคนรักด้วยความดีใจเหลือคณา ก่อนที่จะหมดแรงลงด้วยฤทธิ์หมัดของภูมิที่อัดเข้าท้องเขาอย่างแรง

ภูมิรีบอุ้มก้องบดินทร์ก่อนที่พีรวิชญ์จะฟื้นตื่นอย่างเต็มที่ ตอนนี้พีรวิชญ์เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นภูมิจึงพอมีเวลาพาก้องบดินทร์ออกจากโรงพยาบาล

ทว่า... เขากลับต้องมาเจอคิมหันต์ขวางทางเอาไว้

“พี่โครตเท่จะพาพี่ก้องไปไหนอ่ะ” ถามหน้าซื่อๆ ตาใสๆ พร้อมรอยยิ้มหวาน แต่ภูมิเมินหน้าหนีและเบี่ยงตัวหลบ

“อื๊อ ~ ตอบผมก่อนดิ” คิมหันต์ดึงชายเสื้อของภูมิเอาไว้ จนมนัสกวดฝีเท้าตามมารุมช่วย เขาใช้ความถนัดในการจิกหัว ดึงร่างของภูมิให้ออกมาจากลิฟต์และต่อยเข้าที่ใบหน้า จนภูมิเผลอปล่อยร่างก้องบดินทร์เพื่อซัดหมัดกลับ คิมหันต์จึงฉวยมือก้องบดินทร์พาเขาวิ่งกลับไปที่ห้องพีรวิชญ์แล้วล็อคประตู

ภูมิพอได้สติว่าเผลอปล่อยก้องบดินทร์ให้หลุดมือไป ก็ตามกลับไปที่ห้องพีรวิชญ์แต่ไม่สามารถเข้าห้องนั้นได้ จึงทุบประตูเป็นการณ์ใหญ่จนพยาบาลประจำวอร์ดเข้ามาเตือนและห้ามเขาส่งเสียงดังรบกวนผู้ป่วย เขาจึงต้องกลับไปลานจอดรถเพียงลำพังโดยไร้ร่างก้องบดินทร์

วันนี้ไม่ได้ตัวก้องบดินทร์ก็ไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

ภูมิตั้งใจไว้เช่นนั้น แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเขาเพราะมีเหตุการณ์วุ่นวายในรีสอร์ท เขาจึงต้องกลับจันทบุรีด่วน คุณฟองจันทร์เลยต้องกลับไปด้วยทั้งที่ยังไม่ได้เจอหน้าลูกชาย

 

ในช่วงบ่ายของวันใหม่ ก้องบดินทร์แอบงีบหลับไปขณะที่พฤกษ์เข้ามาเยี่ยมพีรวิชญ์ด้วยใบหน้าหมองเศร้า เขาคิดถึงแดนดินมาก แต่ก็เข้าใจในวัฏจักรของชีวิต เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ เฉกเช่นเดียวกับความทุกข์สุข มันไม่มีความจีรังยังยืน วันนี้สุข พรุ่งนี้อาจจะทุกข์ก็ได้

“ฉันเสียใจด้วยนะเรื่องแดนดิน” ก้องบดินทร์บอกพฤกษ์ด้วยเสียงเศร้า เขารู้สึกตัวตื่นเมื่อพฤกษ์เอื้อมมือมาแตะบ่า

“ฉันก็เสียใจเรื่องพี่ภูมิ ฉันขอโทษนะที่เกือบทำให้นายต้องจากพีรวิชญ์”

“ไม่เป็นไรหรอก บางทีมันอาจจะเป็นกรรมเก่าของเราสองคนก็ได้... ไม่ต้องคิดมากนะ” มืออวบซ้อนทับบนมือหยาบหวังคลายความกังวลให้เขาผู้นั้น ก่อนจะแช่สายตามองหน้าผู้ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองและความคิดจนกลายเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“ฉันจะลงเรียนป.ตรีใหม่ จะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย ถ้าฉันจบป.ตรีเมื่อไหร่ ฉันจะไปสอบตำรวจ... ฉันจะต้องเป็นตำรวจที่ดีอย่างพี่ดินให้ได้!!” คนที่เคยไม่เอาถ่าน เรียนมหา’ลัยไม่จบ มีเพียงแค่วุฒิม.6 มาสมัครเป็นพนักงานเวรเปลของโรงพยาบาล ได้ให้สัจจะปฏิญาณในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาตั้งใจจะสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเปิดทางไปรษณีย์โดยเลือกคณะนิติศาสตร์ โดยมุ่งหวังนำไปประยุกต์ใช้กับงานตำรวจ

“ถ้าดวงวิญญาณของพี่ดินรับรู้ได้ เขาคงจะดีใจมากเลย ที่นายเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้”

“อืม... ว่าแต่พีรวิชญ์เป็นยังไงบ้าง ฟื้นรึยัง” พฤกษ์เปลี่ยนประเด็นไปสอบถามถึงอาการของพีรวิชญ์บ้าง ก้องบดินทร์หันไปมองใบหน้าของคนรักอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายศีรษะน้อยๆ

“ยังไม่ฟื้นเลย แต่อีกเดี๋ยวก็คงฟื้นมั้ง... ไม่เป็นไรหรอก ถึงนานแค่ไหน ฉันก็รอได้ หากว่าพี่ภูมิไม่หวนกลับมา” เริ่มเป็นกังวลเรื่องภูมิอีกครั้ง เพราะคิดว่าภูมิคงไม่รามือง่ายๆ เพียงแต่ช่วงนี้เขาติดพันเรื่องธุรกิจรีสอร์ทของเขาอยู่ ถ้าเขาว่างเมื่อไหร่ก็คงลงมาอีกแน่ และคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ตัวช่วยอย่างคิมหันต์หรือมนัสอีกหรือเปล่า เพราะเห็นว่ามนัสต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไตช่วงต้นเดือนหน้า มนัสคงต้องงดกิจกรรมหนักๆ รวมถึงงดลงไม้ลงมือคิมหันต์ไปด้วย

“ไม่ต้องห่วงหรอก คงอีกนาน เพราะช่วงนี้เห็นเขาว่าจะขยับขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น แต่เผอิญว่าคนงานก่อสร้างดันมาล้มเจ็บเสียก่อน คงต้องอยู่ที่นั่นยาวหน่อยล่ะ” พฤกษ์เอนกายพิงพนักโซฟาสีน้ำตาลเข้ม เขาวางหน้าเรียบเฉย ไม่ปรากฏท่าทางกวนอารมณ์เลยแม้แต่น้อย

“แล้วนายไม่คิดจะกลับไปช่วยพี่ชายบริหารรีสอร์ทเหรอ”

“ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากทำงานร่วมกับพี่ชาย เดี๋ยวจะตีกันตายเสียเปล่าๆ ฉันมันไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ ปล่อยให้พี่ภูมิบริหารรีสอร์ทไปน่ะดีแล้ว ถ้าต่อไปพี่ภูมิแต่งงานกับพี่แก้ว ลูกของเขาก็คงมารับช่วงต่อเองแหละ”

เมื่อพฤกษ์กล่าวถึงแก้วกัญญา-พี่สาวของก้องบดินทร์ ก็ทำให้คนที่นั่งข้างเตียงพีรวิชญ์มีสีหน้าหวาดวิตกเพราะเรื่องที่ภูมิเป็นคนซาดิสม์ชอบใช้ความรุนแรงระหว่างการมีสัมพันธ์สวาทยังไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่พฤกษ์ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของภูมิก็ไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายของตนมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นนี้

“ฉันไม่อยากให้พี่ภูมิแต่งงานกับพี่แก้วเลย”

“เพราะพี่ภูมิเป็นไบ ใช่ไหม” พฤกษ์เข้าใจว่าก้องบดินทร์ห่วงเรื่องที่ภูมิมีความสนใจทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ แต่ความจริงแล้วเรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักเลย

“มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่พี่ภูมิเป็นไบหรอกนะ แต่ว่ามันเกี่ยวกับเรื่อง...” ก้องบดินทร์ไม่กล้าเผยเรื่องที่ภูมิลวนลามให้พฤกษ์รู้เพราะไม่อยากเติมเชื้อไฟให้พี่น้องบาดหมางกันหนักขึ้น

“เรื่องอะไรเหรอ?!”

“ก็เรื่องบนเตียงน่ะสิ!!” คนป่วยลืมตาโพลง เล่นเอาก้องบดินทร์สะดุ้งที่จู่ๆ เขาก็เข้ามาร่วมสนทนาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

“นี่คุณฟื้นนานรึยังเนี่ย?!” ก้องบดินทร์เสียงเขียวคล้ายตำหนิคนรักที่ทำให้เขาเป็นกังวลอยู่ตั้งนาน

“ก็ฟื้นตั้งแต่พฤกษ์เข้ามาแล้ว แต่แกล้งหลับให้คนแถวนี้กระวนกระวายใจเล่น” รอยยิ้มพราวเสน่ห์แต้มริมฝีปาก ดวงตาคมกริบหยอกเหย้าคนหน้าตูม

“น่าเกลียดจริงๆ เลย” มืออวบฟาดลงบนท่อนแขนพีรวิชญ์อย่างโกรธขึ้งก่อนยกแขนกอดอกตัวเองวางท่าปั้นปึ่ง พีรวิชญ์จึงรีบลุกมาปลอบขวัญและโอบตระกองก้องบดินทร์ไว้ ท่ามกลางสายตาเศร้าๆ ของพฤกษ์

น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้กอดพี่ดิน...

เพียงแค่รำพันในใจ มวลอากาศรอบตัวก็หนาขึ้นคล้ายกับมีพลังงานที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นโอบเรือนกายของเขาอยู่ หากว่าเขาสัมผัสได้มากกว่านี้ก็คงจะดี

ขอบคุณมากนะครับพี่ ผมคิดถึงพี่นะครับ...

แม้ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เหมือนถูกกอดจะเป็นความรู้สึกที่ตัวเองคิดไปเองหรือว่าวิญญาณของแดนดินมาเยือนถึงห้อง แต่ก็ต้องขอบคุณอ้อมกอดเวิ้งว้างที่คลายความเศร้าลงไป และพายิ้มละไมกลับมาประดับบนดวงหน้าของเขาได้อีกครั้ง…

 

ก้องบดินทร์เดินไปส่งพฤกษ์หน้าประตูเมื่อเขาขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนย้อนกลับมานั่งข้างเตียงมองดูพีรวิชญ์ที่คืนสู่ร่างเดิมด้วยความโล่งใจ สองหนุ่มเอื้อมจับมือกันพร้อมวาดรอยยิ้มเสน่หา...

 

หลังจากนั้นไม่กี่วันพีรวิชญ์ก็ย้ายออกโรงพยาบาลไปพักรักษาตัวที่บ้านโดยมีก้องบดินทร์ดูแลอยู่ไม่ห่างในช่วงกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก้องบดินทร์ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลตามปกติเพราะใช้วันลาเกินกำหนดไปมากแล้ว นับแต่นี้ไปคงหยุดพร่ำเพรื่อไม่ได้อีกยกเว้นแต่มีเหตุฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น

“ผมว่าคุณน่าจะลาออกมาเสียเลยนะ มาทำหน้าที่เป็นภรรยาผมให้เต็มเวลา” พีรวิชญ์เอนตัวลงบนฟูกหนา เอียงใบหน้าใกล้ก้องบดินทร์ เขาหยิบหนังสือเล่มโตที่บังดวงตาคู่งามทิ้งลงข้างเตียง

“พี!! ผมกำลังอ่านหนังสือแปลอยู่นะ”

“โธ่... เรื่องแปลน่ะ ผมถนัดนักเชียว ไม่ว่าจะเป็นภาษาใจหรือว่า... ภาษากาย” ยิ้มพรายในแววตาขณะพิศมองเรือนร่างบอบบางของคนรัก

ก้องบดินทร์คงน้ำหนักลงไปมากในช่วงที่ต้องปรนนิบัติดูแลเขา ความไม่สบายใจมีผลให้ก้องบดินทร์รับประทานอะไรไม่ได้ ก้องบดินทร์อดนอนกระทั่งขอบตาคล้ำปื้น จนเขาต้องหาอายครีมให้ก้องบดินทร์ใช้

“เอ่อ... เดี๋ยวผมไปทาอายครีมก่อนนะ” ก้องบดินทร์หาทางเลี่ยงหลบแรงปรารถนาที่กำลังถาโถมเข้ามา แรงลมร้อนเร่งความพลุ่งพล่านใจ แต่กายสะคราญกลับขยับเคลื่อนมิพ้น ความตื่นกลัวฉายบนแววตา แต่เมื่อได้รับจูบอุ่นก็เผลอไผลหลับตาพริ้ม

“ผมว่าคุณคงไม่ต้องการอายครีมแล้วล่ะ” เสียงทุ้มลึกเปรยแผ่วใกล้ใบหูเล็กก่อนเคลื่อนกลีบปากขบเม้มเบาๆ การที่ก้องบดินทร์นิ่งเงียบ พีรวิชญ์ถือว่าเขาไม่ปฏิเสธที่จะรับคลื่นพิศวาสที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น

สิบเรียวนิ้วสอดประสานกุมท้ายทอยที่เคลื่อนต่ำลง จมูกโด่งเป็นสันเบียดบี้จมูกเล็กจนลมหายใจขาดหายเป็นห้วงๆ เสียงประท้วงดังเป็นระยะ

“อื๊ม.... อือ....”

ไม่ถือเป็นการจาบจ้วง แต่ว่าเป็นการเล้าโลมอย่างมีชั้นเชิง ลมระรวยหลั่งรดเหนือไหล่มนจนห่อคู้ ปอยผมนุ่มไหวตามเรียวนิ้วที่พันเกี่ยว คิ้วโค้งบางเคลื่อนชนกันคล้ายอึดอัด แต่พอกลีบปากหนาสัมผัสโดนก็คลายออกคล้ายยอมจำนน รอยพิศวาสปรากฏชัดตรงเนินไหล่ ก่อนลากไล้ปากหยักอิ่มชิมความหวานล้ำเรี่ยซอกคอ ผ่อนความหยาบโลนด้วยการบดคลึงกลีบปากอย่างนุ่มนวลชวนเคลิ้มคล้อยตามความสุขที่แลกเปลี่ยนอาตยนะ

ปฏิกิริยาสนองตอบไม่แรงเร้าเท่าแววตาที่พร่างพราวเสน่หา ว่าวสวยลอยล่องต้องลมราคะ คนควบคุมมิปล่อยปละไปแม้เสี้ยววินาที เขากระตุกป่านปลดเปลื้องอาภรณ์เนื้อดีและทิ้งขวางไปนอกเส้นทางสวรรค์ ก่อนไล้เล็มยอดอกเติมความซาบซ่านให้คู่รัก ลงลิ้นดุนวนรอบติ่งสีน้ำตาลจนไหวสะท้าน กายขาวสะอ้านบิดหนีเพราะไม่ชิน แม้ยลยินเสียงปลอบขวัญแล้วก็ตาม

“ไม่ต้องกลัวนะ... ผมจะค่อยเป็นค่อยไป จะสานสัมพันธ์ให้นุ่มนวลที่สุด” พีรวิชญ์จุมพิตเหนือยอดอกแผ่วเบา และเคล้นคลึงทุกสัดส่วนด้วยกลีบปากให้คนเบื้องล่างได้เรียนรู้หลักวิชากายภาพบำบัดอีกบทหนึ่ง

พีรวิชญ์ร่ายบทเรียนรักอย่างเนิบช้า กลีบปากยวนเย้าเคล้าเคลื่อนบดเบียดปากนุ่ม ก่อนแทรกลิ้นร้อนซอนเข้าโพรงหวาน กวาดความซาบซ่านติดปลายลิ้นมา  ก้องบดินทร์ครางอือดื่มด่ำหวั่นไหวไปกับแรงใคร่ของพีรวิชญ์ เขาป่ายแขนตะโบมตะบามความผาสุกนั้นแนบเนื้อมากขึ้น มือบางเผลอเลื่อนลูบกล้ามเนื้อท้องของพีรวิชญ์จนชายหนุ่มถึงกับยิ้มพราย และพลิกกายเพื่อให้มือบางลูบคลำอย่างถนัดถนี่ บัดนี้ก้องบดินทร์อยู่บนร่างของเขา ดวงหน้าหวานแดงซ่านปรี่ขวยเขิน ไม่กล้าประสานสายตากับคนเจ้าเล่ห์

“ข้างบนอากาศดีไหม” ยิ่งโดนพีรวิชญ์กระเซ้า ก็ยิ่งหน้าแดง เลยทุบแผงอกล่ำเบาๆ ก่อนพิงหน้าแนบลาดไหล่ เรียกอุ่นไอจากอีกฝ่ายแล้วค่อยเข้าสู่บทเรียนถัดไป

เรือนกายขาวผ่องเอนตัวนั่งหลังตรง กระถดถอยกะระยะที่จะครอบครองของรักอย่างละล้าละลัง เขาใช้ริมฝีปากไม่ค่อยเก่งนัก แต่ก็ไม่กล้าบ่ายเบี่ยงเพราะครูฝึกสอนจับตามองอยู่ จึงค่อยๆ ลากลิ้นของตัวเองชิมรสตรงปลายยอดและใช้มือรูดส่วนกลางช้าๆ ก่อนละเลงลิ้นเลียรอบและครอบปากลงดูดดื่มรสชาติหวานปะแล่มเข้าสู่คอ พีรวิชญ์ชะโงกมองการปรนเปรอด้วยใบหน้าแช่มชื่น ยิ้มรื่นอย่างพอใจ ลำกายของเขาเริ่มแข็งคับปากก้องบดินทร์แล้ว อีกไม่นานของเหลวบริสุทธิ์ก็จะพุ่งเข้าลำคอ เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าก้องบดินทร์จะกลืนมันจนสิ้น

“อ๊ะ... แค่กๆ” ก้องบดินทร์สำลักธารน้ำอุ่นและลำกายที่แทงสุดโพรงปาก จึงรีบถอนริมฝีปากและปาดคราบคาวทิ้ง

“รังเกียจเหรอ?!”

“เปล่า... ก็แค่ยังไม่ชิน” ก้มใบหน้างุดๆ เริ่มเกี่ยงงอนไม่อยากเรียนบทถัดไป

“งั้นเราคงต้องเรียนรู้เรื่องแบบนี้บ่อยๆ ก้องจะได้ชินไง”

“เฮ้อ...” ระบายลมหายใจหนักๆ และขยุ้มกลุ่มผมของตัวเองอย่างไม่รู้ว่าจะบรรเลงอย่างไรต่อ ตอนนี้เขากลับรู้สึกอยากหลับตาพัก อยากเก็บเรี่ยวแรงไปทุ่มเทกับงานในวันพรุ่ง แต่พีรวิชญ์ก็คงไม่ยอมเพราะบทเรียนรักเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น การที่เขาเข้าห้องแต่หัวค่ำยิ่งเพิ่มคาบเวลาให้ยาวนานขึ้น แทนที่จะได้มีข้ออ้างว่าดึกแล้วก็ไม่มีเสียอีก

ก้องบดินทร์เบนสายตามองนาฬิกาข้างผนัง บนหน้าปัดบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง ทุกอย่างแลดูเชื่องช้าไปหมด

“กว่าเราจะมีช่วงเวลาดีๆ แบบนี้มันเนิ่นนานมากนะ เราควรจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่านะก้อง” พีรวิชญ์ชอบใช้ประโยคเดิมๆ จนก้องบดินทร์เริ่มคร้านที่จะฟัง

“ด้วยการมีเซ็กส์งั้นเหรอ?!” นี่ก็เป็นคำถามเดิมๆ ที่ก้องบดินทร์ใช้ย้อนกลับ

“แหม... มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตคู่ล่ะน่ะ มันก็ต้องมีบ้าง เพิ่มความซาบซ่านในใจไง” คนร้อยเล่ห์ก็หาเหตุผลมากล่าวอ้างได้เรื่อยๆ จนอีกฝ่ายอ่อนใจและใจอ่อนยอมรอมชอม

พีรวิชญ์คว้าเจลหล่อลื่นมาทาแก่นกายก่อนกระชับบั้นท้ายก้องบดินทร์ให้ครองได้สะดวกและลึกมากยิ่งขึ้น การควบเป็นจังหวะช้าๆ ช่วยผ่อนเจ็บปวดลงไปได้บ้าง เสียงครางสยิวมีได้ยินเป็นระยะ

“อึก... อืม... อ๊า... ก้องเร็วขึ้นอีกนิดได้ไหม” พีรวิชญ์ออกปากร้องขอก้องบดินทร์ที่นั่งหลังตรงคุมจังหวะอยู่เบื้องบนให้เพิ่มความเร็วและส่งเสียงชมเชยเมื่อเขาเคลื่อนเบียดบั้นท้ายไปตามเส้นทางที่ตัวเองต้องการ

ก้องบดินทร์ยกสะโพกสูงและกระแทกกลับลงไปอีกคราหนึ่งอย่างหนักหน่วงจนพีรวิชญ์ซี้ดปาก ครางลึกสมใจ

“อื้ม... อื๊ม... ดีมากก้อง”

“อ๊ะ... อ๊ะ... พี ผมจะไม่ไหวแล้ว” ศีรษะคลอนหนักอึ้ง เหงื่ออาบพราวทั่วเรือนร่าง แม้อยู่ในห้องนอนที่ปรับอุณหภูมิลงต่ำ แต่อุณหภูมิในร่างกายกลับสูงลิบคล้ายเป็นไข้ โพรงสวาทตอดยิบจนไม่สามารถทานแรงโน้มถ่วงไว้ได้ จึงทิ้งตัวเอนราบซบลงบนอกแกร่งและหลับตาพักเหนื่อยชั่วครู่

เพียงไม่นานพีรวิชญ์ก็พลิกร่างก้องบดินทร์ให้นอนหงาย ส่วนตัวเขาขอเป็นฝ่ายโถมทับบ้าง โดยเริ่มต้นด้วยการปลุกเร้าอารมณ์ หยอกล้อส่วนอ่อนไหวของก้องบดินทร์ด้วยการกรีดนิ้วลงร่องสวาท เรือนกายเบื้องล่างกระตุกเกร็งทันที สิบนิ้วจิกผ้าปูที่นอนแน่นและไม่ยอมลืมตามองหน้าคมเข้มของเขาผู้นั้น

พีรวิชญ์แทรกนิ้วเบิกทางอย่างช้าๆ พลางเงยหน้ามองก้องบดินทร์ที่กัดริมฝีปากของตัวเองข่มความเจ็บปวด สองนิ้วมันอาจจะมากไปสำหรับก้องบดินทร์ แต่เมื่อเขาไม่ปริปากบอกให้ถอนออก พีรวิชญ์จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนิ้วต่อไปกระทั่งทางสวาทบีบรัดนิ้วเขาอย่างแรงถึงได้ถอนออกและใช้ลิ้นเลียนิ้วรับรสหวานละมุน

ต่อจากนั้นจึงลูบคลำลำกายของตนจ่อปากถ้ำและค่อยๆ สอดใส่ทีละนิด... ทีละนิดจนมิดโคน ก้องบดินทร์มีสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัดเพราะคราวนี้พีรวิชญ์ลืมชะโลมเจลหล่อลื่น

“โอ๊ย... พี... ผมเจ็บ” แต่ผู้ที่บรรเลงบทเพลงรักก็ไม่อยากให้ท่วงทำนองขาดตอน จึงผ่อนความเร็วลงแทน

“ผมจะนุ่มนวลให้มากขึ้น” สะโพกหนาบดลงเนิบนาบ และไล้เรียวนิ้ววนยอดอกของคนรักให้เขาเคลิ้มไหว

ก้องบดินทร์ครางรับการสัมผัสอย่างเสียวกระสัน กลีบปากเผยอรับรสจูบของพีรวิชญ์ และไม่ลังเลแลกลิ้นตอบโต้ คราบน้ำตาเริ่มจางหายจากใบหน้า ดวงตาปรือเปิดปรับโฟกัสที่พีรวิชญ์ แค่ได้เห็นรอยยิ้มของพีรวิชญ์ เขาก็มีความสุขแล้ว

บางคราว... ความสุขก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด

และความสุขนั้นก็จะตราตรึงใจไปตราบชั่วกาลนาน

 

“อ๊ะ... อ๊า....” เสียงครางอันหวานหูฉีกยิ้มบนใบหน้าของพีรวิชญ์ให้กว้างขึ้น เขาแช่สะโพกติดบั้นท้ายของก้องบดินทร์พร้อมปลดปล่อยน้ำรักไหลวนจนอิ่มใจ

พีรวิชญ์พลิกตัวตะแคงเกลี่ยปอยผมนุ่มเบาๆ และจูบขอบคุณหลังใบหู แขนยาวพาดผ่านหน้าอกกอบกุมมือก้องบดินทร์พร้อมให้สัญญาว่าจะไม่ทิ้งให้ก้องบดินทร์ต้องเดียวดายอีกต่อไป

“ผมจะไม่ทิ้งคุณไปไหนอีกแล้ว... ผมสัญญา...” เกี่ยวกระหวัดนิ้วก้อยไม่คลาย สายตาหยุดนิ่งที่เสี้ยวหน้าหวาน ก่อนจรดจมูดสูดกลิ่นกายรัญจวนเข้าปอด เขาบอกรักก้องบดินทร์แล้วกู๊ดไนท์คิส

“ผมรักคุณมากนะก้อง”

“ผมก็รักคุณมากเช่นกันพี...”

-----------------------------------

 

edit @ 10 Sep 2010 11:42:52 by tang057

2010/Sep/08

 

ตอนที่ 21 : กลับตัวกลับใจ

 

                กว่าหนึ่งสัปดาห์ที่ก้องบดินทร์ต้องนอนแกร่วอยู่บนเตียงคนไข้โดยไม่สามารถลุกไปไหนตามลำพังได้ แม้แต่เวลาเข้าห้องน้ำ ภูมิก็ยังตามประกบ จนบางคราวอยากจะตะโกนให้ลั่นห้องน้ำเผื่อจะคลายความคับใจลงได้บ้าง

                "ผมดูแลตัวเองได้น่า!!" สะบัดเสียงรำคาญใส่เมื่อภูมิยื่นมือมาช่วยโกนหนวด ร่างบางเบี่ยงตัวจนพ้นมือคนชั่ว และเหยียดแขนยื้อมีดโกนกลับคืนมาลิดตอหนวดแข็ง เกลาปลายคางจนเรียบลื่น

                "เมื่อวานหมอบอกว่า ก้องสามารถกลับบ้านได้แล้ว พี่จึงคิดว่าวันนี้ก้องควรจะ..." ยังไม่ทันได้พูดจบประโยค ก้องบดินทร์ก็ค้านขึ้นมาเพราะรู้ว่าภูมิตั้งใจจะลากเขากลับจันทบุรี

                "ไม่!! ผมไม่กลับ!! ถ้าผมยังไม่ได้เจอหน้าพี ผมก็ไม่กลับ!!"

                "มันตายห่าไปแล้วล่ะป่านนี้ ไม่ต้องไปดูหน้ามันหรอก" ภูมิยืนขวางประตูห้องน้ำปิดช่องทางหลบหนี สายตาเล็งจ้องก้องบดินทร์ไม่ละเลิก

                "ไม่จริง!! ถึงยังไงผมก็จะต้องหาทางไปเจอพีเขาให้ได้"

                "ฝันไปเถอะ!! เพราะป้าฟองโทรมากำชับพี่หนักหนาว่าห้ามปล่อยก้องไปเจอมัน!!"

                ก้องบดินทร์ถึงกับถอนลมหายใจอย่างสิ้นหวัง โชคชะตาฟ้าดินจะกลั่นแกล้งกันไปถึงไหน ในเมืองใหญ่เช่นนี้ไม่มีใครสักคนเลยหรือไงที่จะช่วยสานฝันให้เขาได้พบเจอพีรวิชญ์อีกครั้ง

                ชานนท์ก็อยู่ลำปาง... นพตะวันก็อยู่จันทบุรี... เพื่อนตายของเขาก็มีอยู่เพียงแค่นี้ที่พอจะพึ่งพาอาศัยได้ นอกเหนือจากนั้นก็ล้วนแต่เป็นเพื่อนกินเสียหมด

                ถ้านพตะวันลงมากรุงเทพฯ ก็คงจะดีสินะ บางทีเขาอาจจะช่วยพาเราไปเจอพีรวิชญ์เหมือนเช่นคราวก่อนนั่นก็ได้

                ได้แต่หวังลมๆ แล้งๆ เพราะถึงอย่างไรนพตะวันก็คงไม่มีกิจธุระที่ต้องลงกรุงเทพฯ เนื่องจากเขาต้องอยู่ดูแลสวนทุเรียนที่จันท์ แถมเหตุการณ์ในคราวนั้น อาจส่งผลให้เขาไปไหนลำบากมากขึ้นด้วย เพราะคุณฟองจันทร์คงไม่ไว้ใจให้เขาไปส่งทุเรียนที่ไหนอีกแล้ว

                ก้องบดินทร์กลับขึ้นเตียงด้วยใจร้าวรอน อาหารมื้อเช้าที่ภูมิป้อนให้ เขาก็ไม่เปิดปากรับ แถมยังปัดช้อนจนกระเด็นหลุดจากมือของภูมิ

                "ทำชั่วก็ไม่ดี ทำดีก็ไม่ได้!!  ก้องจะเอายังไง หะ?!  จะเอายังไง!!" คนอารมณ์เสียกระชากคอเสื้อผู้ป่วย หากไม่ติดว่าที่นี่เป็นโรงพยาบาล เขาคงโดดคร่อมร่างบางไปนานแล้ว

                "ผมอยากเจอพี!!  พี่ได้ยินมั้ย?!.... ผมอยากเจอพี!!" ก้องบดินทร์ตะเบ็งเสียงสู้ ก่อนเลื่อนสายตามองโทรศัพท์มือถือของภูมิซึ่งส่งเสียงเรียกให้เจ้าของกดรับสาย ก้องบดินทร์เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ จนได้ความว่ามารดาของเขาจะลงมารับตัวเขาที่กรุงเทพฯ ดวงหน้าหวานจึงเผือดลง เพราะนั่นหมายความว่าโอกาสที่เขาจะได้เจอพีรวิชญ์มันเหลือน้อยเต็มที  หากว่าเขาถูกพาตัวกลับจันทบุรี ก็คงไม่มีทางหนีกลับมากรุงเทพฯ ได้อีกเป็นแน่ ป่านนี้หน้าต่างห้องนอนของเขาอาจจะติดเหล็กดัดไปแล้วก็ได้

                และหลังจากสิ้นการสนทนากับคุณฟองจันทร์ ภูมิก็รีบโทรหาน้องชายทันทีเพื่อให้มาคุมก้องบดินทร์แทน เพราะตัวเขาจะต้องกลับไปรับคุณฟองจันทร์มาหาก้องบดินทร์

                [[พฤกษ์!! แกลางาน แล้วรีบมาที่โรงพยาบาล.... ด่วนเลยนะ!!]] สำทับเสียงกร้าวก่อนวางสายและตวัดสายตากลับไปที่เตียงคนไข้ ก้องบดินทร์จึงแกล้งหลับตาเสมือนว่าไม่ได้สนใจในสิ่งที่ภูมิสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อสักครู่ ทั้งๆ ที่ใจกระวนกระวายจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ไหนจะต้องเจอพฤกษ์... ไหนจะต้องเจอแม่...

                โอ๊ย!! ตายแน่ๆ เลย!!

               

ร่างบางพลิกตัวนอนตะแคงกลับไปกลับมาอย่างกระสับกระส่าย สีหน้ากังวลวิตกจริต เหงื่อออกทุกอณูรูขุมขน มือเปียกชื้นจับราวนิ่ง เปลือกตาบางเคลื่อนคลุมดวงตา กลั้นลมหายใจนับเลข ควบคุมอารมณ์ตนเอง แต่เมื่อพฤกษ์เดินทางมาถึง จิตที่สงบนิ่งก็แตกกระเจิงอีกครั้ง หวนให้นึกถึงอดีตสมัยม.ต้น เขาตื่นกลัวทุกครั้งเมื่อก้าวเข้ารั้วโรงเรียนเพราะไม่รู้ว่าวันนั้นพฤกษ์จะแกล้งอะไรเขาหรือไม่ เขาไม่กล้าตอบโต้เพราะกลัวว่าจะโดนแกล้งหนักกว่าเดิม ได้แต่นึกอโหสิในใจขอให้เวรกรรมที่เคยทำกันไว้ในชาติที่แล้วจบลงแต่เพียงชาตินี้เถิด

"นี่ข้าวกลางวันมึงเหรอ จะให้กูป้อนไหม?!... แต่กูว่าคนอย่างมึง แดกน้ำตาต่างข้าวดีกว่านะ" พฤกษ์คว้าชามข้าวมื้อกลางวันของก้องบดินทร์มากินเสียเอง ปล่อยคนนอนป่วยให้อดโซน้ำตาปริ่มอย่างเวทนา

"อะ... กูเหลือให้คำนึงก็ได้ นี่กูเห็นใจมึงนะเนี่ย มึงควรจะขอบคุณกู... สักนิ้ดดดด" สีหน้ากวนอารมณ์ยวนยั่วอย่างไม่กลัวว่าจะโดนก้องบดินทร์ซัดหมัดเหมือนคราวก่อนเพราะหากว่าก้องบดินทร์คิดจะล้มเขาจริงๆ ก็คงจะทำไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยให้เขากินข้าวจนเกลี้ยงชามหรอก

ก้องบดินทร์อ้าปากรอข้าวคำสุดท้าย แต่พฤกษ์กลับแกล้งเหยียดแขนเลยผ่านและบิดมือที่จับช้อนคว่ำลงบนศีรษะของก้องบดินทร์ เม็ดข้าวสวยพร้อมแกงผักกาดจึงเรี่ยราดเปรอะเส้นผม พฤกษ์แอบยิ้มเยาะในใจแต่ใบหน้าแสร้งทำสงสาร

"อุ๊ย... ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวฉันเช็ดให้ก็แล้วกัน" เอื้อมมือดึงกระดาษทิชชู่บนตู้ข้างเตียงมาเช็ดรองเท้าของตัวเองก่อนนำมันมารวบเก็บข้าวบนศีรษะของก้องบดินทร์

กลีบปากบางโดนฟันขาวขบเสียห้อเลือด ก้องบดินทร์เพียรกลั้นอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ นึกแผ่เมตตาในใจ ขอให้สิ่งร้ายๆ จากไปโดยพลัน

                และแล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังเป็นจังหวะปรบมือเชียร์ ก้องบดินทร์รู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย เพราะถึงแม้ว่าสิ่งเลวร้ายจะไม่จากในบัดเดี๋ยวนี้ แต่อาจจะมีสิ่งดีๆ เข้ามาบรรเทาทุกข์ให้เขาบ้างก็ได้

                "สวัสดีครับพี่ก้อง!!" หุ่นมือกระต่ายน้อยโผล่เข้าไปก่อน มันไต่แตะบานประตูก่อนจะถูกคนตัวโตบีบหัว

                "มึงจะเล่นเชรี่ยอะไรนักหนาเนี่ย เข้าไปได้แล้ว สาดดดดด"

                "ถูกแล้ว มันเป็นสาดดดดด" คิมหันต์ลากเสียงยาวพร้อมสะบัดหน้าไปทางมนัสจนเขาสะดุ้ง จึงสวนกลับไปทันควัน

                "เดี๋ยวมึงจะเจอซี"

                "ซีอะไร ซี - ศิวัฒน์ เหรอ?!" หน้าจิ้มลิ้มทำเป๋อเหลอ ตาแป๋วแหววเบิกกว้าง

                "ซีต้น - ส้นตีนกู!!"

ยกฝ่าเท้าถีบก้นร่างเล็กจนถลาไปซบขอบเตียงก้องบดินทร์ คิมหันต์เงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มหวาน ที่คาดผมหูกระต่ายยังไม่เลื่อนหลุดไปจากศีรษะแม้มันจะเอียงไปบ้างเล็กน้อย แต่มือเล็กก็จัดให้มันเข้าที่เข้าทางได้ก่อนกระตุกชายเสื้อคนตัวโตกว่าให้ร่วมร้องเพลงที่ซ้อมกันในรถและคว้าที่คาดผมหูกระต่ายที่มนัสแอบซ่อนไว้ด้านหลังขึ้นมาเสียบเหนือศีรษะให้

พฤกษ์กลั้นหัวเราะจนหน้าแดงไม่แพ้ก้องบดินทร์ที่เห็นสองหนุ่มใส่หูกระต่าย คนตัวเล็กใส่แล้วดูเข้าที แต่คนตัวโตใส่แล้วออกแนวตลก

                "กูไม่ร้อง กูไม่ใส่โว้ย!!"

                "พี่แม็คจะร้องตอนนี้ หรือว่าจะรอให้พี่ดินมาก่อน" คิมหันต์เสนอทางเลือกซึ่งไม่ค่อยถูกใจมนัสนัก เพราะร้องตอนนี้ก็อายแฟนเพื่อน หากรอพร้อมหน้าก็อายเพื่อนอีก แต่เมื่อจำต้องเลือกก็ขออายก้องบดินทร์ดีกว่าอย่างน้อยก้องบดินทร์ก็บอกแค่พีรวิชญ์ แต่แดนดินนี่สิ ถ้าขืนเอาไปบอกเพื่อนสมัยม.ต้น มีหวังฮากันยกห้องแน่ๆ

                "เชรี่ย... กูร้องตอนนี้ก็ได้วะ แมร่ง..."

"ทำท่าด้วยนะ"

"เชรี่ย... ร้องอย่างเดียวก็พอแล้ว!!"

"ไม่เอาง้า... ทำท่าด้วยๆ ครั้งเดียวเองนะ นะ น้าาาา" สอดมือประสานอ้อนวอนก่อนกางแขนกอดร่างสูงจนโดนหยิกเนื้อเขียวจึงรีบหุบแขนลงและเปิดปากร้องเพลง ‘กระต่ายน้อย' พร้อมมนัสที่งึมงำเนื้อร้องอยู่ในลำคอ

"ฉันเป็นกระต่ายสีขาว หูยาวๆ นัยน์ตาสีแดง วิ่งเล่นยามเดือนส่องแสง เมื่ออ่อนแรงหลบตามร่มไม้ ฉันเป็นกระต่ายตัวน้อย ฉันเฝ้าคอยความรักร่วมใจ บ้านฉันคือป่าพงไพร ขออย่าทำลายตัดไปขายเลย"

"พี่แม็ค!! ผมอยากเปลี่ยนท่อนนึงอ่ะ"

"เปลี่ยนเชรี่ยอะไรอีกล่ะ กูไม่เล่นแล้วนะโว้ย!!" สายตารำคาญบวกกับน้ำเสียงหงุดหงิดมิอาจผลักร่างเล็กให้ห่างออกได้ จะมีก็เพียงแค่ดวงหน้าสดใสแปรเปลี่ยนย่นยู่ลงเท่านั้น

"เดี๋ยวผมจะฟ้องพี่ดินว่าพี่แม็คไม่ยอมฟังผม" คิมหันต์เริ่มหาตัวช่วย แต่แดนดินก็ยังไม่มาสักที ทั้งที่เมื่อครู่ตอนที่บังเอิญเจอกันตรงหน้าลิฟท์โรงพยาบาล ก็สัญญิงสัญญากันไว้แล้วว่าจะตามมาควบคุมมนัสด้วยหลังจากเยี่ยมเพื่อนเสร็จ

"อยากฟ้อง ฟ้องเลย ไอ้ดินมันไม่สนใจเด็กแร่ดๆ อย่างมึงหรอก" คนหน้าทนอย่างมนัสไม่ครณาอะไรอยู่แล้ว ยกเว้นแต่เรื่องทุเรศๆ ไอ้ประเภทที่ต้องเต้นเป็นเด็กอนุบาล หรือว่าต้องใส่เสื้อยืดสกรีนบอกรักเพศเดียวกัน แบบนี้มันน่าอายกว่าเยอะ

คนตัวเล็กทำแก้มพองลมโกรธขึ้งและรีบตบเท้าพุ่งตัวไปหาตำรวจนอกเครื่องแบบที่กำลังสาวเท้าก้าวเข้ามาพร้อมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นคุ้งเป็นแคว ก่อนออกปากเรียกร้องให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ใช้อำนาจจับกุม

"พี่ดินๆ จับพี่แม็คเข้าคุกเลย"

"ไอ้ดินมันจะจับกูทำเชรี่ยอะไร กูไม่ได้ค้ายา"

พฤกษ์เมื่อได้ยินคำว่า ‘ค้ายา' ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเพิ่งระบายยาเสพติดให้เล้งนำไปค้าแถบภาคตะวันออกไปหยกๆ

ฉิบหายแระ ไอ้เชรี่ยเอ๊ย... แมร่ง โลกกลมฉิบหาย

ระบายอารมณ์เดือดปุดๆ ภายในใจ ส่วนภายนอกไม่ได้แสดงอาการกระโตกกระตากให้เห็น โดยไม่รู้ว่าแดนดินสนใจในตัวเขามากขนาดไหน การเข้ามาเยี่ยมก้องบดินทร์หรือมาหามนัสกลายเป็นประเด็นรองไปเลยเมื่อหันไปสบสายตากับพฤกษ์

ไอ้ก้อง แมร่ง ทำกูงานเข้าอีก... เชรี่ยเอ๊ย เดี๋ยวมึงโดนหนักแน่

พฤกษ์นึกอาฆาตขณะที่ส่งสายตาพยาบาทไปยังผู้ป่วยที่นอนไม่รู้อิโหน่อิเหน่บนเตียง แล้วก็พลันสะดุ้งวูบเมื่อแดนดินเอื้อมมือมาแตะบ่าก่อนทรุดกายลงนั่งข้างๆ

"ขอบใจมากนะน้อง ถ้าวันนั้นพี่ไม่ได้น้อง พี่คงแย่แน่ๆ" ผู้โดนสะเก็ดระเบิดมองแผลที่แขนของตนและยิ้มที่มุมปากเหมือนไม่รู้สึกเสียใจที่ตัวเองต้องบาดเจ็บในคราวนั้น... ความโชคร้ายมันมาพร้อมกับความโชคดีเสมอ ตำรวจหนุ่มแอบคิดเช่นนั้น

"ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ ส่งผู้ป่วยไปให้ถึงมือหมอให้เร็วที่สุดก็แค่นั้น" พนักงานเวรเปลตอบตามเนื้อผ้า เพราะไม่เห็นว่ามันจะเป็นบุญคุณที่ต้องได้รับการทดแทนด้วยของขวัญหรือข้าวมื้อหนึ่ง

"แต่ถึงอย่างไรพี่ก็อยากเลี้ยงข้าวตอบแทน"

"ไม่ต้องหรอกครับ เพราะว่าผมไม่ค่อยสะดวกออกไปไหน"

"พี่เข้าใจนะว่าน้องเป็นห่วงเพื่อน แต่ตอนนี้แม็คกับคิมเขาก็อยู่ ให้พวกเขาดูแลก้องไปก่อนก็ได้" แดนดินไม่รู้ว่าพฤกษ์ไม่ได้เต็มใจมา หากแต่เป็นเพราะพี่ชายสั่ง เขาจึงมีสีหน้าลำบากใจ

"ไม่ต้องห่วงนะ ผมอ่ะ ดูแลพี่ก้องได้" คิมหันต์วิ่งตื๋อยื่นหน้าไปใกล้พฤกษ์จนถูกมนัสจิกหนังหัวให้กลับมายืนข้างเตียงก้องบดินทร์

"มึงจะยื่นหน้าไปหาเขาทำม้ายยยยย"

"แล้วทำไมพี่แม็คต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ"

"มันเรื่องของกู!!" คนฟอร์มเยอะยกมือกอดอกและจับตาดูร่างเล็กไม่ให้รี่ไปหาใครโดยเฉพาะพฤกษ์เพราะรู้สึกตะหงิดใจแปลกๆ ว่าฝ่ายนั้นจะรุก ส่วนแดนดินน่ะรับแน่นอนเนื่องจากเป็นตำรวจเจ้าสำอางและหน้าหวานออกขนาดนั้น

"ก็ได้ครับ แต่ว่าผมไม่ทานข้าวแล้วนะครับ เพราะว่าผมอิ่มแล้ว" พฤกษ์จำใจตอบรับข้อเสนอของแดนดินเพราะจะได้จบๆ ความสัมพันธ์กันไป ไม่ต้องตามติดเป็นเงาตามตัวในครั้งหน้า

"งั้นไปกินติ่มซำก็แล้วกัน มีร้านนึงใกล้ๆ โรง'บาลอร่อยด้วย"

 

หลังจากที่พฤกษ์เดินออกจากห้องพิเศษไปได้สักพัก ก้องบดินทร์ก็ดีดตัวลงจากเตียงและรบเร้าให้มนัสพาเขาไปหาพีรวิชญ์

"นี่ก้องยังไม่ได้เจอพีอีกเหรอเนี่ย?!" คนหน้าหล่อเลิกคิ้ว เสียงที่เปล่งออกมาเหมือนยากจะเชื่อในเมื่อก้องบดินทร์มาอยู่โรงพยาบาลแห่งนี้ตั้งหนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่กลับไม่รู้เรื่องราวความเป็นไปของพีรวิชญ์แม้สักนิด

"พี่สุดเท่เขาไม่ให้พี่ก้องไปเหรอ?!"

"มึงว่าใครเท่?!" มนัสเบี่ยงประเด็นที่คุยกับก้องบดินทร์ หันไปเค้นเอาคำตอบกับคิมหันต์เสียงเครียด

"ก็คนที่ออกไปกับพี่ดินไง ผมว่าเขาเท่ดีนะ แต่ถ้าสูงกว่านี้อีกหน่อยก็คงจะดี"

"ถ้ามันสูงเท่ากู มึงจะจีบมันงั้นเหรอ"

"ไม่รู้จิ ก็อาจจีบ... มั้ง" คนตัวเล็กยักคิ้วยั่วจนเกือบโดนมนัสบิดคอเคล็ด หากเขาไม่รีบวิ่งปรูดมาหลบในห้องน้ำเสียก่อน

"ขังแมร่งเลย!! ชอบทำตัวกวนส้นตีน" มนัสยกโต๊ะข้างเตียงก้องบดินทร์ไปขวางประตูห้องน้ำที่คิมหันต์เข้าไปซ่อนตัวและใช้ผ้าที่เคยมัดมือมัดเท้าก้องบดินทร์มามัดปมต่อกันเป็นเส้นยาวก่อนนำปลายข้างหนึ่งมัดไว้ที่ลูกบิดประตูห้องน้ำ ส่วนปลายอีกข้างนำไปมัดไว้ที่ขาเตียงของผู้ป่วย

                "อื๊อ~ พี่ก้อง ช่วยผมด้วย!!" เสียงทุบประตูดังปึงปัง แต่มนัสไม่ได้ให้ความสนใจพร้อมกับรีบดึงมือก้องบดินทร์เอาไว้

                "ไม่ต้องไปสนใจมัน เดี๋ยวสักพักมันก็หายบ้า... ไปเถอะก้อง ไปเยี่ยมพี"

                ดวงหน้ากลมหวานพยักตามแต่ก็แอบเหลียวมองบานประตูห้องน้ำด้วยความเป็นห่วงคนที่ถูกขัง ก้องบดินทร์เดินตามหลังมนัสอย่างระแวดระวังเหลียวซ้ายแลขวาตลอดทางราวกับกลัวว่าภูมิจะส่งคนมาสะกดรอยอย่างไรอย่างนั้น แต่เมื่อไม่เห็นใครตามมาถึงหน้าห้องไอซียูก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารีบล้างมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนผลักประตูเข้าไปภายใน

                บุคคลที่นั่งข้างเตียงพีรวิชญ์เหลือบหางตามองก่อนปล่อยมือที่จับกุม เขารีบลุกขึ้นและย้ายร่างของตัวเองออกไปด้านนอกโดยไม่พูดไม่จา แต่สายตาของเขาก็ฟ้องอยู่ว่าห่วงเพื่อนสนิทที่ชื่อพีรวิชญ์มากเพียงใด

                ผมขอโทษที่มาแย่งความรักจากเพื่อนของคุณ แต่ผมขอสัญญาว่าผมจะดูแลเพื่อนของคุณให้ดีไม่ต่างจากที่คุณเคยดูแล

                ก้องบดินทร์เหลียวมองแผ่นหลังสาธิษฐ์อย่างนึกสงสาร ก่อนทรุดกายลงนั่งข้างเตียงและกุมมือพีรวิชญ์เอาไว้ด้วยหวังว่าความอบอุ่นจะส่งผ่านถึงกัน เสี้ยวหน้าหวานอิงแขนแกร่งร่ำไห้เมื่อไร้หนทางเยียวยาให้พีรวิชญ์ฟื้นคืน ร่างสูงยังคงหลับไม่รู้เรื่องราว เส้นกราฟชีพจรบนจอมอนิเตอร์ไม่ถือว่าต่ำมากแต่ถึงอย่างไรก็ยังน่าเป็นห่วง เปลือกตาหนายังปิดสนิทเมื่อก้องบดินทร์เงยหน้ามอง แก้มขาวนวลต้องเปรอะน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า สองมือสอดประสานขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง หาไม่แล้วชีวิตของเขาคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีความสุขเป็นแน่

                "พี... พีอย่าทิ้งผมไปนะ... ไหนพีบอกว่าเราจะอยู่ด้วยกัน... พีจะอยู่ดูแลผมไม่ใช่เหรอ... พีอย่าหนีผมไปแบบนี้สิ" หลากคำรำพันด้วยเสียงสะอื้น ผู้ที่ยืนมองก้องบดินทร์อยู่เข้าใจในความรู้สึกดีเพราะเขาเคยผ่านช่วงเวลาที่สูญเสียคิมหันต์มาแล้ว แต่ว่าเขาโชคดีที่ทุกอย่างมันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ก็เลยพลิกกลับตาลปัตรให้ต้องมารับมือกับเจ้าตัววุ่นอีกหน

                กระแสน้ำอุ่นทะลักออกมาจากเบ้าตาลึกจนบอบช้ำ กลีบปากบางระริกไหวเคลื่อนแตะหน้าผากของพีรวิชญ์ เส้นผมดกเงางามของเขาไม่เหลือให้ก้องบดินทร์ได้ลูบอีกเพราะถูกโกนเกลี้ยงเมื่อวันที่ผ่าตัดนำก้อนเลือดออกจากสมอง เวลานี้มีเพียงหมวกไหมพรมสีเทาที่คลุมให้ศีรษะให้เขาได้รู้สึกอุ่นเท่านั้น

                "ถ้าพีไม่ฟื้น ผมจะไม่พูดกับพีแล้วนะ" ลองใช้ไม้แข็งดูเผื่อจะได้ผลบ้าง แต่ร่างสูงก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนองตามเดิม นิ้วทั้งสิบไม่มีกระดิกแม้สักปลายก้อย

                "พี!! ถ้าพีไม่ฟื้น ผมจะฆ่าตัวตายนะ" คว้าแจกันแก้วบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นเหวี่ยงหมายฟาดให้แตกและใช้ปากฉลามแทงลำคอของตนเอง แต่กลับโดนมนัสยื้อแจกันเอาไว้

                "ก้องอย่าทำแบบนี้ ถ้าก้องเป็นอะไรไปมันคุ้มกันแล้วเหรอ หากพีฟื้นขึ้นมาแล้วไม่เห็นก้องล่ะ เรื่องมันจะไปกันใหญ่นะ" เป็นครั้งแรกที่มนัสเตือนสติก้องบดินทร์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเพราะปกติหนุ่มหล่อคนนี้ไม่ค่อยดราม่าให้ใครเห็น ออกแนวตลกโปกฮาบ้าบอคอแตกเสียมากกว่า

                "แม็ค... ผมจะทำยังไง...รอต่อไปอย่างไร้ความหวังงั้นเหรอ"

                "ปาฏิหาริย์มันเคยเกิดขึ้นกับพีมาแล้วไม่ใช่เหรอ... บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเวลาไหนก็เท่านั้นเอง... ก้องต้องยืนหยัดที่จะรอคอยนะ ก้องจะได้รู้ว่าการรอคอยมันมีค่ามากแค่ไหนเมื่อเราได้พบกับคนรักอีกครั้ง"

                ฉับพลันทันใดนั้น ประตูห้องไอซียูก็เปิดผลั่วะ คนตัวเล็กซอยเท้าวิ่งตรงมากอดมนัสอย่างหน้าชื่นตาบาน ลืมความเจ็บปวดเมื่อครู่ไปสิ้น

                "ใช่เลย!! พี่แม็คพูดถูกต้องที่สุด แม้ว่าการรอคอยพี่แม็คในห้องน้ำมันอาจจะทรมาน แต่มันก็ทำให้ผมได้ค้นพบความสุขในรูปแบบใหม่ การรอคอยที่จะได้พบกับคนรักมันก็สนุกดี..."

                "เสือกสนุกอีก... เชรี่ยเอ๊ย" มนัสกัดฟันกรอด และกลั้นอารมณ์ในระหว่างที่คิมหันต์ยังพูดไม่หยุด

                "... และผมก็มีความสุขม้ากกกมากกกที่ได้เจอพี่แม็คอีกหลายๆ ครั้ง"

                "ครั้งเดียวก็เกินพอละ ไปไกลๆ เลย ไป" เสียงรำคาญเสือกไสไล่ส่ง จนคิมหันต์หายตัวออกไปแล้วกลับมาพร้อมกับหนุ่มสุดเท่ที่เขาแอบปลื้มเพราะช่วยเหลือเขาให้ออกมาจากห้องน้ำแคบๆ นั่นได้

                "งั้นเย็นนี้ผมจะควงพี่คนนี้ไปทานข้าวก็แล้วกัน"

                "พฤกษ์!!... นาย... เอ่อ..." คนที่สะอึกกลับเป็นก้องบดินทร์เมื่อเห็นพฤกษ์ย่างกรายเข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ก้องบดินทร์เกิดความกังวลในใจว่าจะโดนพฤกษ์ลากตัวกลับไปที่ห้อง ทั้งๆ ที่เพิ่งได้เจอกับพีรวิชญ์ไม่นาน

                "ไม่ต้องห่วงนะ... ฉันไม่บอกพี่ภูมิหรอก" แล้วพฤกษ์ก็เดินออกไปท่ามกลางความงุนงงของหลายฝ่าย คิมหันต์เกาศีรษะแกรกๆ เมื่อถูกพฤกษ์ทอดทิ้งก่อนหันกลับไปคล้องแขนมนัส

                "พี่แม็ค!! ทำไมพี่สุดเท่เขาดูซึมๆ อ่ะ"

                "คงโดนไอ้ดินอบรมแหงๆ" มนัสคาดเดาเพราะแดนดิน - อดีตหัวหน้าห้องสมัยม.ต้น เป็นคนที่ควบคุมความประพฤติของเพื่อนๆ ในห้องได้เป็นอย่างดี เขาเคยบวชเรียนมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามพรรษา เรื่องการเทศนาให้คนเลวๆ กลายเป็นคนดีจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา และคนที่เพิ่งผ่านการอบรมบ่มนิสัย อาการแรกเริ่มก็จะคล้ายๆ กับพฤกษ์ คือ ประสาทส่วนที่สั่งการให้ทำในเรื่องแย่ๆ เริ่มจะเสียศูนย์ ความกระด้างกระเดื่องเริ่มลดลง

                "อบรมเรื่องอะไรอ่ะ พี่เขาเคยทำตัวไม่ดีเหรอ"

                "แล้วกูจะรู้ไหมล่ะ?!" คงมีก็แต่มนัสเท่านั้นที่ไม่เคยทอนความกระด้างในตัวเองลง จนแดนดินเหนื่อยอ่อนที่จะพร่ำเตือน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ภูมิใจที่มนัสเป็นคนดี แม้ว่าจะมีฝีปากเป็นตะไกรก็ตาม

                "งั้นผมไปถามพี่สุดเท่ดีกว่า"

                "ไม่ต้อง!! ชีวิตมึงไม่ต้องรู้อะไรให้มันมากนักหรอก"

                "แค่รู้ใจพี่แม็คก็พอแล้วใช่ป่ะ" พอสบช่องโอกาส ก็หยอดคำหวานทันที แต่มนัสไม่รับมุก แถมยังฝากมะเหงกลงกลางกบาลของคิมหันต์อีก

                "แค่รู้จักมะเหงกของกูก็พอ"

                "โอ่ย..." ครางเสียงกระเส่าแล้วเอามือคลำหัวตัวเองป้อยๆ ก่อนดึงร่างของมนัสให้ออกไปหาอะไรทานข้างนอกเพราะท้องเริ่มร้องอีกแล้ว ปล่อยให้ก้องบดินทร์ได้อยู่กับพีรวิชญ์ตามลำพัง

 

                ก้องบดินทร์ขยับกายลุกขึ้นทำกายภาพบำบัดให้พีรวิชญ์เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อแขนและขาอ่อนแรง เขาสอดมือซ้ายประคองข้อพับขาและใช้มือขวาจับข้อเท้าของพีรวิชญ์เคลื่อนในแนวราบให้หัวเข่าชันขึ้นแล้วค่อยๆ เหยียดขาลง ทำซ้ำอยู่ประมาณ 5 ครั้งถึงได้เปลี่ยนข้าง แล้วค่อยๆ ลดมือลงเปลี่ยนไปบริหารแขนโดยที่พีรวิชญ์ไม่ปรือตามองเลยแม้แต่น้อย ทุกๆ การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเงียบงัน ก้องบดินทร์หงายแขนพีรวิชญ์ วางมือข้างหนึ่งบนข้อพับแขนแล้วยกแขนพีรวิชญ์ขึ้นช้าๆ และค้างไว้ก่อนปล่อยลง

                "พี... เล็บยาวแล้วนะ" ตำหนิเบาๆ ขณะสัมผัสปลายนิ้วของพีรวิชญ์ แล้วเบนสายตาหากรรไกรตัดเล็บในลิ้นชักข้างเตียง ก่อนนำมันมาตัดเล็บให้พีรวิชญ์อย่างเบามือพร้อมตะไบเล็บลบคมสากแล้วจุมพิตที่ปลายนิ้ว...

                เวลาผันผ่านไปหลายชั่วโมง แต่เสียงเล่านิทานก็ยังไม่สิ้นลง ก้องบดินทร์ไม่ปล่อยวางหนังสือเล่มหนาแม้ว่าผู้ฟังจะไม่รับรู้อะไร จนกระทั่งพฤกษ์ผลักประตูเข้ามาและนำถาดอาหารมื้อเย็นมาให้

                "พักทานอาหารก่อนเถอะ เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปเสียก่อน" สำเนียงแปร่งหูเหมือนประชด แต่ความจริงแล้วเขาก็ห่วงก้องบดินทร์ไม่น้อย

                อย่างที่แดนดินได้บอกเขานั่นแหละว่าแท้จริงแล้ว เขาก็ไม่ได้เป็นคนเลวโดยสันดานหรอก หากแต่ทำไปเพราะประชดใครบางคน และในวันนี้เขาก็คิดได้แล้วว่าไม่ควรกลั่นแกล้งก้องบดินทร์อีก เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้ช่วยให้ภูมิเห็นคุณค่าในตัวของเขา สู้ทำความดีปิดทองหลังพระให้เป็นประโยชน์แก่สังคมยังดีเสียกว่าการทำเรื่องเลวทรามแล้วต้องรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

                ผมก็เป็นแค่คนนอกสายตาของพี่ ไม่ว่าจะทำตามคำสั่งหรือประพฤติตัวอย่างไร พี่ก็ไม่เคยเห็นค่าของผม... ผมขอโทษนะพี่ ถ้าผมจะทรยศพี่ ให้ก้องบดินทร์ได้อยู่กับพีรวิชญ์

                "ก้อง... ถ้าก้องอยากพาพีรวิชญ์หนี ฉันยินดีช่วยนะ"

ก้องบดินทร์ได้ฟังแล้วอ้าปากค้างเพราะไม่เคยคิดว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากคนที่คอยกลั่นแกล้งเขาทุกครั้งที่เจอหน้า

"ขอบใจนะ... ขอบใจมาก..."

"ไม่เป็นไร... ถือเสียว่าเป็นการชดเชยที่ฉันเคยแกล้งนายก็แล้วกัน ถ้าพร้อมหนีก็บอกฉันแล้วกัน แต่อย่าให้เกินเที่ยงวันของวันพรุ่งนี้นะ"

"แม่ฉันจะมาถึงเที่ยงพรุ่งนี้เหรอ?!"

"คิดว่าประมาณนั้น ก้อง... นายมีเวลาอีกไม่มากแล้วนะ ถ้าคิดจะทำอะไรก็รีบทำซะ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป ส่วนฉันจะช่วยถ่วงพี่ภูมิเอาไว้ให้"

                พฤกษ์ย้ำเตือนก้องบดินทร์ก่อนถอยเท้าออกไปจากห้องไอซียู ปล่อยให้ก้องบดินทร์ได้ใช้เวลาครุ่นคิด วางแผนการณ์เพื่อพาพีรวิชญ์หลบหนีโดยที่ภูมิไม่สามารถตามจับได้ และแล้วประโยคที่พีรวิชญ์เคยพูดไว้ก็แล่นแวบเข้ามาในหัวสมอง

                ไม่เคยได้ยินเหรอ... ที่เขาว่า... ที่ที่อันตรายที่สุดมันคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด

               

                เมื่อคิดได้ดังนั้นก็รีบต่อสายโทรศัพท์ไปหาหมอมาร์ค และบอกจุดประสงค์ของการที่จะให้พีรวิชญ์ย้ายโรงพยาบาลรวมถึงบอกสาเหตุของการที่จะเปลี่ยนชื่อพีรวิชญ์ชั่วคราว ส่วนตัวเขาก็จะปรับลุคตัวเองใหม่ไม่ให้ภูมิและคุณฟองจันทร์จำได้

                "สาธิษฐ์!! ช่วยอยู่เป็นเพื่อนพีรวิชญ์หน่อยนะ เดี๋ยวผมมา" สาธิษฐ์ไม่ทันได้อ้าปากถามถึงสาเหตุ ก้องบดินทร์ก็วิ่งตัวปลิวหายไปแล้ว กว่าจะกลับมาอีกทีก็เกือบเที่ยงคืน จนสาธิษฐ์ถึงกับหาวหวอดเพราะอดนอนมาหลายชั่วโมง

                "คุณเป็นใครน่ะ?!" ดวงตาของสาธิษฐ์หรี่เพ่งในความมืดเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เสียงฝีเท้าช่างคุ้นหูนัก แต่ใบหน้าและสีผมของผู้มาเยือนกลับไม่คุ้นตา

                ผมสีทองอร่ามและนัยน์ตาสีน้ำเงินชวนหลงใหล ก้องบดินทร์เปลี่ยนไปราวกับลูกครึ่งฝรั่ง แว่นกันแดดสีชาเหน็บตรงคอเสื้อเชิ้ตสีเลือดหมู โดยปกติแล้วก้องบดินทร์ไม่ค่อยใส่เสื้อผ้าที่มีสีเข้มจัดนอกจากคราวจำเป็นอย่างเช่นคราวนี้ที่เขาต้องเปลี่ยนลุคตัวเองไม่ให้ภูมิจำได้ แถมใส่รองเท้าเสริมส้นจนตัวสูงเกือบเท่าสาธิษฐ์ ถ้าเป็นแบบนี้รับรองไม่มีใครจำเขาได้แน่

                "ผมเอง... ก้องบดินทร์..." กระซิบข้างหูของสาธิษฐ์เบาๆ ก่อนเล่าแผนการณ์ทั้งหมดไว้เขาฟัง ก้องบดินทร์ไว้ใจสาธิษฐ์เช่นเดียวกับที่พีรวิชญ์ไว้วางใจ สาธิษฐ์ดูเป็นคนที่เก็บความลับไว้ได้ ก้องบดินทร์จึงกล้าเปิดเผยทั้งหมด

                "จะย้ายโรงพยาบาลเหรอ?!... แล้วจะเปลี่ยนชื่อพีรวิชญ์เป็นอะไรล่ะ?!"

                "อนุชิต!!"

                "ทำไมถึงเลือกชื่อนี้ล่ะ"

                "เมื่อกี้ไปร้านหนังสือ แล้วก็หลับตาพลิกพจนานุกรม เอานิ้วจิ้มไปมั่วๆ" ก้องบดินทร์ยกมือเกาท้ายทอยแก้เขิน ก่อนคว้าชามข้าวที่พฤกษ์เอามาให้มื้อเย็นมาวางบนหน้าตัก ด้านสาธิษฐ์เมื่อหมดหน้าที่แล้วก็ลากลับไปพักผ่อนที่บ้าน ทิ้งให้แฟนตัวจริงเขาได้ดูแลกันไป

                "พี... ผมจะกินข้าวเผื่อพีนะ แล้วพรุ่งนี้เช้าเราย้ายโรงพยาบาลกัน" ตักข้าวใส่ปากตัวเองแล้วมองหน้าพีรวิชญ์ ส่งรสชาติของอาหารผ่านทางสายตาและหัวใจ

 

                พอวันรุ่งขึ้น ก้องบดินทร์ก็ให้พนักงานของโรงพยาบาลเคลื่อนย้ายพีรวิชญ์ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่ก้องบดินทร์เป็นนักกายภาพบำบัดอยู่นั่นแหละ เพียงแต่ตอนนี้เขาขอลาหยุดยาวชั่วคราว หากแม้ว่าทางเบื้องบนจะประเมินปลดออก เขาก็พร้อมรับในผลนั้น เพราะเขาเลือกเองที่จะอยู่ดูแลพีรวิชญ์จนกว่าจะหายเป็นปกติ... ไม่ว่าจะกี่เดือน กี่ปี เขาก็จะไม่ทิ้งพีรวิชญ์เป็นอันขาด

                ป้ายชื่อของนายอนุชิต สหเวช ถูกนำมาติดหน้าห้องพิเศษโดยที่หมอมาร์คได้สั่งกำชับห้ามเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแพร่งพรายข้อมูลจริงแก่คนแปลกหน้าเด็ดขาด หากใครถามถึงพีรวิชญ์ อภิเดชากร ก็ให้บอกปัดไปว่าเขาไม่ได้รักษาตัวอยู่ที่นี่

                "ขอบคุณมากนะครับพี่หมอ" ก้องบดินทร์พนมมือไหว้ขอบคุณหมอมาร์คและเหลียวมองพีรวิชญ์ด้วยความรู้สึกที่โล่งใจไปหนึ่งเปราะ

 

                ในขณะที่พฤกษ์กลับต้องรับหมัดลุ่นๆ จากพี่ชายจนปากแตกและจุกท้องโทษฐานที่ปล่อยให้ก้องบดินทร์หนีรอดไปได้ ร่างกายบอบช้ำฮวบลงกับพื้นห้องพิเศษที่ก้องบดินทร์เคยอยู่และเคยถูกมัดมือมัดเท้าตรึงกับเตียง ภูมิยกเท้าหมายจะกระทืบน้องชายซ้ำ แต่คำพูดของน้องชาย กลับทำให้ภูมิชะงักฝ่าเท้า

                "เอาสิพี่ กระทืบผมให้ตายคาตีนไปเลย เพราะถึงยังไงพ่อก็ไม่เคยรักผม พี่ก็ไม่เคยไยดีผมอยู่แล้ว อยู่ไปก็รังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ตระกูลวรเกียรติ... เอาสิพี่ กระทืบผมเลย จะได้สิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป ถ้าชาติหน้ามีจริง เราสองคนจะได้ไม่ต้องมาเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกันอีก"  พฤกษ์กระอักโลหิตออกมาต่อหน้าเหมือนจะขย้อนเอาสายเลือดวรเกียรติออกมาให้หมด จะได้ไม่เป็นที่ครหาของใครอีกต่อไป ก่อนที่เปลือกตาหนักอึ้งจะปิดลง...

 

-----------------------------------

 

2010/Sep/08

 

ตอนที่ 20 : หลับไม่ตื่น

 

                หากมนัสตามลงมาถึงลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นคงต้องเกิดความงงงวยเป็นการใหญ่แน่เพราะว่าเพื่อนสนิทที่ชื่อพีรวิชญ์นั้นกลับเป็นฝ่ายเอนกายนั่งสบายอยู่เบาะข้างคนขับ ขณะที่ก้องบดินทร์กลับทำหน้าที่เป็นสารถี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเหตุผลอันเนื่องมาจากการที่พวกเขาสลับร่าง สิ่งที่เป็นปกวิสัยจึงผิดแผกไปจากเดิมจนอาจเรียกได้ว่ามหาศาลเลยทีเดียว

                ผู้ที่อยู่ในร่างของก้องบดินทร์เร่งสปีดความเร็วบนท้องถนนประหนึ่งว่าซิ่งอยู่บนสนามแข่งก็มิปานพานเอาคนที่นั่งข้างๆ ต้องร้องเตือนเพราะหวาดเสียวอย่างที่สุด

                "พี!! อย่าขับเร็วนักสิ เรียกก็โดนตำรวจเรียกหรอก"

                "ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เรื่องจิ๊บๆ ถ้าตำรวจมาก็แค่สอดเงินไว้ใต้ใบขับขี่แค่นี้ก็จบ" แต่เมื่อฉุกคิดถึงเรื่องของใบขับขี่ สีหน้าที่ชื่นมื่นก็พลันเผือดซีด รีบเบนพวงมาลัยชิดเข้าไหล่ทาง

                "ก้อง!! ผมว่าคุณต้องเรียนหัดขับรถแล้วล่ะนะ"

                "ทำไมล่ะ มันจำเป็นด้วยเหรอ... อย่าบอกนะว่าคุณจะให้ผมเป็นนักแข่งรถแทนคุณ"

                "คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งรถแทนผม แต่คุณจำเป็นต้องสอบใบขับขี่ให้ได้ เพราะหากว่ารถของผมประสบอุบัติเหตุขึ้นมา ผมก็ไม่มีใบขี่น่ะสิ"

                "หมายความว่ายังไง?!"

                "ก็หมายความว่าใบขับขี่ของผม มันมีหน้าของผมอยู่ มันไม่ใช่หน้าของคุณ" พีรวิชญ์ควักใบขับขี่ออกมาจากกระเป๋าสตางค์และเทียบเคียงหน้าปัจจุบันของตัวเองให้ก้องบดินทร์ได้เห็น

                "อย่างงี้ผมก็แย่น่ะสิ เพราะถ้าคุณทำผิด ก็หมายความว่าคนที่ซวยไม่ใช่คุณ แต่กลายมาเป็นผม"

                "ใช่ ถูกต้อง... ผมถึงต้องการให้คุณสอบใบขับขี่ให้ได้ เพราะว่าเราต่างก็ไม่รู้ว่าจะคืนร่างเดิมกันเมื่อไหร่ ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เราสองคนต้องเรียนรู้ที่จะเป็นอีกคนหนึ่งให้ได้มากที่สุด... คุณเข้าใจผมใช่ไหมก้อง"

                "เข้าใจสิ... ผมเข้าใจดี ผมถึงต้องจ้ำจี้จำไชให้คุณตั้งใจฝึก ตั้งใจเรียนกายภาพบำบัดไง" ก้องบดินทร์เอื้อมไปสัมผัสมือกับพีรวิชญ์ให้เขาคลายความกังวลใจ

                หากว่าความปรารถนาของพีรวิชญ์ มันแลดูเป็นเรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับเขา แต่เขาก็พร้อม... พร้อมที่จะเรียนรู้เฉกเช่นเดียวกับที่พีรวิชญ์ยอมลงทุนอดหลับอดนอนอ่านตำราและฝึกกายภาพบำบัดของจริงกับเขา

               

                รถยนต์คันงามเคลื่อนตัวฝ่าเปลวฝนอย่างอ้อยอิ่ง เพราะการจราจรที่เริ่มหนาแน่นบนท้องถนน เป็นเหตุให้พีรวิชญ์ต้องชะลอความเร็ว แต่ถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะปลอดโปร่งโล่งสบายเหมือนช่วงสิบห้านาทีก่อน เขาก็มิอาจจะเร่งความเร็วได้เหมือนเคยเพราะตระหนักรู้ดีว่าหากกระทำเช่นนั้น ผลร้ายจะตกอยู่กับก้องบดินทร์เต็มๆ

                สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง ผู้ที่กำลังจะเคลื่อนรถให้ผ่านพ้นไปได้ต่างถอนหายใจกันระงม ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ขับขี่ยวดยานพาหนะสองล้ออย่างนุติ เสื้อกันฝนลายพรางเปียกโชกไปด้วยหยาดฝน แต่คนสวมใส่มิได้ย่อท้อต่ออุปสรรคที่ขวางกั้นการขับเคลื่อนภารกิจลับ หากว่าหัวใจไม่รวนเรเสียก่อน

                แววตากระด้างกวาดมองทุกสรรพสิ่งความเป็นไปรอบตัวระหว่างที่เลขอารบิคกำลังถดถอยข้างสัญญาณไฟจราจรเหนือระดับสายตา

                พี... ก้อง...

                บุคคลที่นุติขานเรียกคงไม่ได้รับรู้เพราะกระจกข้างตัวรถบดบังมิให้เขาก้าวก่ายไปทำลายความสัมพันธ์ ซึ่งเขาเองก็รู้ตัวดี เขาไม่เคยคิดกับก้องบดินทร์มากเกินกว่าน้องชายอยู่แล้ว เพียงแค่ความรักของก้องบดินทร์ มันหวนให้เขานึกถึงความรักของตัวเอง เขาอยากมีความรักที่สมบูรณ์แบบก้องบดินทร์บ้างสักครั้ง แต่อาชีพของเขามันก็ไม่อำนวยให้ จึงต้องทนเดียวดายท่ามกลางสายฝนแบบนี้

                หากว่าเขาตัดสินใจเลิกทำอาชีพนี้ ความรักของเขาก็คงจะสมหวัง แต่มันก็คงจะต้องแลกมาด้วยความตาย

                หากว่าเขาต้องลาโลกและลาจากคนรักโดยมิได้มีช่วงเวลาดีๆ สู้อยู่กับช่วงเวลาร้ายๆ บนโลกใบนี้แต่ได้แอบมองคนรักอย่างห่างๆ มันคงดีกว่า...

                 

                "พี!!...พี!!...ช่วยผมด้วย!!" เสียงละเมอของก้องบดินทร์ดังขึ้นระหว่างที่พีรวิชญ์ชะลอความเร็วเพื่อเลี้ยวเข้าสู่คอนโดฯ 8009 สารถีรูปงามไม่ได้แสดงอาการตระหนกตกใจเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ก้องบดินทร์ผล็อยหลับแล้วละเมอเช่นนี้

                พีรวิชญ์รู้... รู้ดีว่าก้องบดินทร์หวาดหวั่นเรื่องใด เพราะการที่เขาพาก้องบดินทร์หนีออกมาจากหอพักของโรงพยาบาลไม่ได้แปลว่าปัญหาต่างๆ จะจบลง หากคนควบคุมต้องการคุกคามและตามตัวก้องบดินทร์กลับจันทบุรีก็มิใช่เรื่องยาก เนื่องจากสมัยนี้ช่องทางการสืบค้นที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ของผู้อื่นสามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย ยิ่งเขาเป็นนักกีฬาซึ่งมีชื่อเสียงและกลุ่มแฟนคลับอยู่ในระดับหนึ่ง ยิ่งไม่แปลกหากภูมิจะสามารถตามมาถึงขอบรั้วบ้านได้

            พวกเขาจึงปรึกษาหารือกับธีระศิลป์และขจรเกียรติถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเขาในช่วงค่ำวาน จนได้ข้อสรุปว่า... พวกเขาจะสลับที่อยู่กันชั่วคราว โดยธีระศิลป์และขจรเกียรติจะอาศัยอยู่ในบ้านของพีรวิชญ์ ส่วนพีรวิชญ์และก้องบดินทร์จะอาศัยอยู่ในคอนโดฯ 8009

                "ก้อง!!... ไม่ต้องกังวลนะ เราหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ภูมิเขาไม่มีทางรู้ได้" พีรวิชญ์ปลอบขวัญและจับมือเพิ่มอุ่นไอให้ก้องบดินทร์ที่สะดุ้งตื่นพร้อมความกังวล เนื่องจากฝันร้ายมาหลายคราว่าต้องพลัดพรากจากพีรวิชญ์โดยที่มิทันได้กล่าวคำอำลา

                "ผมกลัวจังเลย... กลัวว่า ความฝันของผม มันจะเป็นลางร้าย"

                "มันก็เป็นแค่ความฝันน่ะ ไม่มีอะไรหรอก... แต่ถ้าก้องไม่สบายใจ วันพรุ่งนี้เราไปถวายสังฆทานกันไหม"

                "ไปสิ ไปแต่เช้าเลยนะ" ยิ้มละไมเริ่มกลับมาสถิตบนใบหน้า

                "งั้นออกจากคอนโดฯ ตอนตีสามดีไหม" พีรวิชญ์แกล้งกระเซ้าคนที่เพิ่งยิ้มออก เลยเจอค้อนเข้าให้วงใหญ่

                "บ้าเหรอ!!... ตีสาม พระท่านยังจำวัดอยู่เลย"

                "ทำไมต้องจำวัดด้วยล่ะ ท่านกลัวลืมเหรอ"

                "ไปเอามุกนี้มาจากแม็คล่ะสิ" ก้องบดินทร์รู้ทันเพราะเรื่องมุกตลกนี่ต้องยกให้มนัสเป็นอันดับหนึ่ง หากว่าเขาไม่เข้าวงการนักแข่งรถ เขาก็น่าจะเข้าวงการตลกได้อย่างสบายๆ เพียงแต่บางคราวมันออกจะหยาบคายไปสักหน่อย

                หัวไหล่ด้านๆ ขยับขึ้นลงเพื่อยืนยันถึงความถูกต้อง ก่อนจะปลดล็อคกลอนประตูและเปิดกระโปรงหลัง ดันร่างออกไปหอบหิ้วสัมภาระและก้าวนำก้องบดินทร์เข้าสู่คอนโดฯ 8009

            แต่เพราะความแปลกหน้าก็เกือบทำให้พวกเขาไม่ได้เข้าพักเสียแล้ว เมื่อรปภ.ประจำคอนโดฯ ไม่เชื่อว่าพวกเขาเป็นเพื่อนของขจรเกียรติ

                "ถ้าพี่ไม่เชื่อ พี่คุยกับจอนก็ได้ จะได้รู้ไปเลยว่าผมไม่ได้ย่องมาลักทรัพย์ใคร"  ทว่า พีรวิชญ์กลับต่อโทรศัพท์หาขจรเกียรติไม่ได้ แถมโทรศัพท์บ้านของตัวเองก็ดันมาเสียในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอีก

                แววตาสิ้นหวังมองโทรศัพท์มือถือของตัวเองแล้วทอดถอนใจ ก่อนจะไล่หาเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนสนิทที่พอจะหลบไปพักอาศัยได้ชั่วคราว

                "ไอ้แม็คเหรอ... อย่าเลย เกรงใจภรรยาเขา" ให้คำตอบกับตัวเองเสร็จสรรพทั้งๆ ที่ยังไม่ได้กดเบอร์เพราะคิดว่าภรรยาของมนัสคงไม่ได้ออกไปไหน หารู้ไม่ว่าเธอทิ้งสามีไปอยู่กับชายอื่นเกือบสองอาทิตย์แล้ว

                "คราวนี้เราจะไปอยู่ที่ไหนกันละพี" เสียงท้อแท้ของก้องบดินทร์ ยิ่งทำให้พีรวิชญ์ต้องใช้ความคิดมากขึ้น ปลายนิ้วโป้งไล่ลิสต์รายชื่อที่บันทึกไว้ในเครื่องมือสื่อสารขนาดกะทัดรัดเรื่อยลงมา จนมาหยุดที่ชื่อของเพื่อนสนิทสมัยมัธยม

                "สาธิษฐ์!!"

 

+++++++++++++++++

 

                บ้านเดี่ยวชั้นเดียวในอาณาบริเวณคับแคบได้เปิดต้อนรับผู้มาอาศัยด้วยความยินดี บุรุษร่างสูงในชุดลำลองแลดูเรียบร้อยแต่เอาการเอางาน แม้วันว่างเขาก็ยังลงแรงปลูกต้นไม้ กลิ่มหอมละมุนของดอกแก้วกระถางใหม่ลอยพริ้วสัมผัสปลายจมูกของผู้มาเยือนจนต้องหยุดฝีเท้าดอมดมให้ชุ่มปอด

            "แกนี่มือดีนะ ปลูกอะไรก็งามไปหมด" ผู้ที่อยู่ในร่างของก้องบดินทร์เผลอรำพันขณะเอื้อมมือไปแตะบ่าของสาธิษฐ์

                "ไม่หรอก... มันขึ้นอยู่กับสภาพดิน ฟ้า อากาศมากกว่า... หากว่าอากาศไม่ดี มันก็มีสิทธิเฉาได้" ดวงตาสีนิลเคลือบด้วยความเศร้าชำเลืองมองพีรวิชญ์ซึ่งยืนห่างออกไปราวกับคนที่ไม่รู้จัก

                หากว่าผมเป็นดั่งดอกไม้ ผมก็คงจะเป็นดอกไม้ที่แห้งเหี่ยว และใกล้เฉาตายอยู่รอมร่อ

            สาธิษฐ์เปรียบตัวเองในห้วงใจที่ปวดปร่า ก่อนรามือจากพรรณไม้แสนหวงล่วงไปล้างมือในห้องน้ำและนำน้ำดื่มเย็นๆ มาเสิร์ฟให้ก้องบดินทร์ ส่วนพีรวิชญ์ได้รับไวตามิลค์เป็นเครื่องดื่มดับกระหาย

                "ทำไมถึงเอาไวตามิลค์มาให้ล่ะ" ก้องบดินทร์ในร่างของพีรวิชญ์เลิกคิ้วสูง เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าสมัยมัธยมพีรวิชญ์ติดเครื่องดื่มชนิดนี้มาก มากจนเพื่อนสนิทอย่างสาธิษฐ์ติดตามไปด้วย กระทั่งปัจจุบันสาธิษฐ์ก็ยังติดมันไม่เลิก ถึงขนาดต้องมีไวตามิลค์ติดตู้เย็นเอาไว้ไม่ขาด

                "แกชอบดื่มไม่ใช่เหรอ?!... ตอนเช้าๆ  แกต้องแวะซื้อดื่มที่สหกรณ์โรงเรียนเป็นประจำนี่"

                จริงเหรอ?!... ทำไมผมถึงไม่รู้เลยล่ะ?!

                ก้องบดินทร์ส่งสายตาถามพีรวิชญ์ที่นั่งตัวแข็งเป็นหินอยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงหน้าสลดจึงเผยยิ้มเฝื่อน ก่อนตอบความไปตามความรู้สึกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันขณะ แม้ว่าคำตอบนั้นอาจบาดหู บาดใจเพื่อนสนิทไปบ้าง แต่ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อเขาไม่อยากโดนก้องบดินทร์เมินใส่

                "เมื่อก่อนพีเขาก็ชอบนะ... แต่ว่าตอนนี้ พีเขาไม่ชอบแล้วล่ะ เพราะว่าไวตามิลค์ มันกินคู่กับปาท่องโก๋ไม่ได้..." มือกร้านรวบคอขวดแล้วส่งคืนให้กับเจ้าของบ้าน ก่อนจะเบนสายตากลับมาจับจ้องคนรักที่ทำให้ปาท่องโก๋เหี่ยวๆ อย่างเขามีคู่เป็นตัวเป็นตน

                "...ไม่เหมือนน้ำเต้าหู้ มันหวาน หอม มัน กลมกล่อมกว่าเยอะ" สองนิ้วแตะริมฝีปากแล้วเหยียดออกแทนการส่งจูบ ก้องบดินทร์เพียงแต่อมยิ้มน้อยๆ ไม่ได้ส่งจูบกลับมา ทว่า พีรวิชญ์ก็รู้สึกได้ว่าก้องบดินทร์พอใจในคำตอบมากแค่ไหน เขาขยิบตาหยอกแฟนหนุ่มทิ้งท้ายก่อนหายตัวเข้าไปปลดทุกข์เบาในห้องน้ำ

                เมื่อเสร็จกิจก็รูดซิปและหมุนร่างมาล้างมือตรงอ่าง ก่อนเงยหน้าเสยผมเผ้าให้เข้ารูปเข้าทรง แต่พอเห็นภาพของตัวเองถูกแปะติดไว้บนกระจกก็อดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วสาธิษฐ์รู้สึกกับตัวเขาเช่นไร

                แกชอบฉันใช่ไหม?!... ใช่หรือเปล่า?! สาธิษฐ์!!

 

                ผู้อาศัยร่างของก้องบดินทร์เปิดประตูห้องน้ำออกมาด้วยความรวดเร็ว และพุ่งตัวไปยังห้องรับแขกหวังเคลียร์เรื่องที่ค้างคาใจกับเพื่อนสนิท แต่กลับไม่พบร่างของสาธิษฐ์รวมไปถึงก้องบดินทร์(ผู้ที่อยู่ในร่างของพีรวิชญ์)

                สายตาตื่นตระหนกสาดมองรอบทิศ ก่อนหยุดนิ่งหน้าบานประตูห้องนอนที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย พีรวิชญ์สืบเท้าเข้าไปใกล้และลอบมองความเป็นไปภายในโดยไม่ส่งเสียง

                "จำได้ไหม ตอนจบม.6 เราสองคนเคยแลกเสื้อนักเรียนกัน... นี่ไง เสื้อนักเรียนของแก ฉันยังเก็บไว้อยู่เลย" สาธิษฐ์หยิบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวซึ่งมีอักษรย่อโรงเรียนปักเหนืออกขวาส่งให้คนที่เขาแอบชอบ

ก้องบดินทร์รับมาด้วยสีหน้าเหลอหลา เขาไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน หากว่าเขาไม่ได้อยู่ในร่างของพีรวิชญ์ เรื่องพวกนี้ก็คงเป็นเพียงความลับระหว่างพีรวิชญ์กับสาธิษฐ์กระมัง

บนหลังเสื้อปรากฏข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษด้วยลายมือโยกโย้ มองปราดเดียวก็รู้ทันทีว่าใครเป็นผู้เขียน

เพื่อนรักกันตราบจนวันตาย

Beloved Friend Forever

 

            ลายมือของพีรวิชญ์ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเดิมและก้องบดินทร์ก็หวังว่าความรู้สึกของพีรวิชญ์จะไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่นนอกเหนือจากคำว่า ‘เพื่อน' ที่มีให้กับสาธิษฐ์ตลอดมา แม้ว่าสาธิษฐ์จะพยายามรื้อฟื้นความหลังหรือสร้างบรรยากาศให้เคลิบเคลิ้มชวนไขว้เขวด้วยการเปิดเทปคลาสเซ็ทเพลงไทยในยุค 90's เพื่อตั้งคำถาม สมมุติฐานกลายๆ กับเขา

 

สมมุติว่าเธอ ไม่รักเขา
อยากรู้ว่าเรา รักกันได้ไหม
สมมุติว่าเธอ ก็รู้อยู่แก่ใจ
ว่าฉันคนนี้ รักเธอคนเดียว

แค่อยากรู้ แค่ถามดู
บอกได้ไหม ความในใจ
แค่อยากรู้ แค่ถามดู

บอกได้ไหม ว่าใจเธอคิดอย่างไร

~ ~ ~ ~ ~ ~ ~ ~

 

สมมุติว่าฉัน บอกว่ารัก

อยากรู้นักเธอ ยังจะเชื่อไหม
สมมุติว่ามัน คือความจริงในหัวใจ
สายไปใช่ไหม ช่วยบอกฉันที....

                                                (เพลง สมมุติ : โดม-ปกรณ์ ลัม)

 

                "ใช่!! มันสายไปแล้วล่ะ สาธิษฐ์" พีรวิชญ์ในร่างก้องบดินทร์ผลักประตูแล้วก้าวเข้ามา จ้องเขม็งไปที่เสื้อนักเรียน ตอนนั้นเขาไม่ได้ตะขิดตะขวงใจสักนิดว่าการแลกเสื้อ จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สาธิษฐ์ไถลไปกับความรู้สึกของตัวเอง ยากเกินฉุดดึงให้กลับมาบรรจบตรงคำว่า ‘เพื่อน'

                "ผมขอโทษนะก้อง... ผมแค่... ห้ามใจตัวเองไม่ได้" สาธิษฐ์โค้งขอโทษและรีบปิดเครื่องเล่นเทป ด้านพีรวิชญ์ในร่างก้องบดินทร์ก็รีบเข้ามาฉวยเสื้อนักเรียนของตัวเอง                 

"ขอคืนได้ไหม เสื้อน่ะ"

"ได้สิ" ความรู้สึกปวดปร่าคั้นเสียงแผ่วเบาออกมา กลั้นเก็บความอ่อนแอเอาไว้ไม่ให้กลั่นเป็นหยดน้ำใสไหลรินจากนัยน์ตา

"ไม่ต้องห่วงนะ ฉันขอคืนแค่เสื้อ ส่วนความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนจะอยู่ตรงนี้ตลอดกาล Beloved Friend Forever" รวบฝ่ามือเป็นกำปั้นแล้วทุบเบาๆ ที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเอง สีหน้าสลดของสาธิษฐ์จึงแปรเป็นฉงน คิ้วมนบางเลิกสูง จนผู้ที่อยู่ในร่างของพีรวิชญ์ต้องรีบสวมอ้าง

"คือ... ก้องเขาพูดแทนผมน่ะ"

                สาธิษฐ์รับฟังและฝืนยิ้มให้สองหนุ่ม ก่อนล้วงโทรศัพท์มือถือที่สั่นครืดในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาแนบหู แล้วกรอกเสียงสุภาพ

                [[ สวัสดีครับหัวหน้า ]]

                พอพีรวิชญ์ได้ยินสาธิษฐ์เรียกคู่สนทนาว่า ‘หัวหน้า' หัวใจก็เต้นระส่ำเพราะหัวหน้าของสาธิษฐ์ก็คือพี่ชายของเขานั่นเอง จึงรีบโบกมือส่งสัญญาณไม่ให้สาธิษฐ์บอกพิพัฒน์ว่าเขากับก้องบดินทร์หลบมาอยู่ที่นี่ สาธิษฐ์พยักหน้ารับทราบและสนทนากับพิพัฒน์อย่างปกติวิสัยก่อนพรูลมหายใจออกมาหลังจากวางสาย

                "พี่พัฒน์ เขาโทร.มามีอะไรเหรอ" น้องชายต่างมารดาโพล่งถามด้วยความกังวล

                "ไม่มีอะไรหรอก แค่เขาจะมาที่นี่ มากินข้าวที่บ้านฉัน... เห็นทีว่าพวกนาย..." เสียงสั่นพร่าขาดห้วงเหมือนลำบากใจที่จะกล่าว

                "ฉันเข้าใจ ฉันรู้ว่าฉันคงอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ยังไงก็ขอบใจนะที่เปิดบ้านต้อนรับอย่างดี" ผู้สวมร่างก้องบดินทร์เอื้อมมือตบบ่าสาธิษฐ์เบาๆ จนโดนเจ้าของร่างตัวจริงเขม้นมองตาขวาง พีรวิชญ์จึงรีบลดมือลงก่อนตบเท้านำก้องบดินทร์ออกไปจากบ้านของเพื่อนสนิท

 

ดวงตะวันบ่ายคล้อยลงจวนโพล้เพล้แต่สองหนุ่มก็ยังไม่มีที่พำนัก พวกเขาใช้เวลาอยู่บนท้องถนนนานกว่าหนึ่งชั่วโมงจนกระทั่งผู้กุมพวงมาลัยชายตามองเห็นป้ายโรงแรมม่านรูดข้างทาง ความคิดเจ้าเล่ห์ก็แล่นแวบเข้ามา เขาเลียริมฝีปากอย่างหื่นกระหาย แล้วรีบเลี้ยวเข้าโรงแรมม่านรูดแห่งนั้นทันที

                "พี!! มาทำไมที่นี่อ่ะ?!" ก้องบดินทร์หน้าซีดลง ร้องถามเสียงหลง

                "ก็มาพักไงล่ะจ๊ะ คนดีของผม"

                "ไม่เอา!! ผมไม่พักที่นี่!!" ความจริงแล้วไม่ว่าจะพักที่ไหน พีรวิชญ์ก็มีสิทธิเคลมก้องบดินทร์ได้ทุกที่ เพียงแต่สถานที่แบบนี้มันดูเป็นใจมากเกินไปหน่อย หากว่าพักบ้านสาธิษฐ์ พีรวิชญ์ก็คงจะต้องเกรงใจเพื่อนอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

                "ถ้างั้น... ไปพักที่จันทบุรีไหมล่ะ" เจอไม้นี้เข้า ก้องบดินทร์ก็หน้าคว่ำ หมดหนทางดื้อดึง ยอมจำนนให้พีรวิชญ์เคลื่อนพาหนะไปดับเครื่องร้อนหน้าห้องพักห้องหนึ่ง บริกรร่างผอมรีบเข้ามารูดม่านปิดทันใดพลางอมยิ้มเมื่อเห็นบุรุษควงบุรุษมานอนนาบกันที่นี่

                พีรวิชญ์ล้วงธนบัตรจากกระเป๋ากางเกงหวังเป็นทิปให้กับบริกร แต่เศษสตางค์ในกระเป๋ากลับร่วงมาพร้อมกันด้วย เหรียญบาทหนึ่งเหรียญกลิ้งไปตามพื้นซีเมนต์ ก้องบดินทร์อาสาออกไปเก็บให้จนได้พบกับภาพสะเทือนขวัญ

                ลูกปืนทะยานออกจากรังเพลิงโดยไร้เสียง มันพุ่งตรงเข้าสู่ร่างของนักธุรกิจใหญ่ผู้ที่พาเมียน้อยมาหลับนอนชั่วคราว ส่งผลให้ร่างท้วมนั้นกระตุกไหวและวูบลงแน่นิ่งกับพื้น โลหิตข้นคลั่กไหลนองจนน่าหวาดผวา ก้องบดินทร์ตวัดสายตามองผู้ที่ลอบทำร้ายทันที และดวงตาเรียวรีก็พลันเบิกโพลงเมื่อสบสายตากับฆาตกรอย่างจัง

"พี่นุติ!!"

                เสียงอุทานของก้องบดินทร์ เรียกพีรวิชญ์ให้รีบมามุงดูก่อนที่ผู้ร้ายจะสตาร์ทเครื่องยนต์และหลบหนี พีรวิชญ์จึงรีบพาก้องบดินทร์ออกไล่ตามนุติ ส่วนผู้บาดเจ็บเขาได้แจ้งให้ทางโรงพยาบาลทราบแล้ว อีกไม่นานรถพยาบาลก็คงไปถึง

                พีรวิชญ์สปีดความเร็วมากกว่าปกติหวังจะตามตัวผู้กระทำผิดมารับโทษให้ได้ ส่วนก้องบดินทร์ก็อยากรู้ว่านุติพักอยู่ที่ไหนและทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร จึงลืมเตือนคนรักถึงเรื่องความเร็วที่เร่งเครื่องจนเกินพิกัด

                รถบรรทุกขนาดใหญ่เลี้ยวกลับรถตรงห้ามจุดเลี้ยวด้วยความเร็วประมาณเดียวกันได้เบียดอัดรถของพีรวิชญ์ที่แล่นทางตรงไถลออกไปนอกเลนพุ่งชนต้นไม้โครมใหญ่ รถยนต์คันหรูกลายเป็นเศษเหล็กในชั่วพริบตา หน่วยกู้ภัยเข้ามาช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างทุลักทุเลก่อนนำส่งโรงพยาบาลพร้อมกันทั้งสองคน

                พีรวิชญ์และก้องบดินทร์ต่างหมดสติด้วยกันทั้งคู่ แพทย์ผู้รักษาต่างระดมมือช่วยเหลือโดยหวังให้ผู้บาดเจ็บฟื้นคืนมาพร้อมๆ กัน ทว่า... อัตราการเต้นของหัวใจพีรวิชญ์กลับแผ่วเบาลงอย่างน่าใจหายก่อนจะกลายเป็นศูนย์ในเวลาถัดมา

               

+++++++++++++++++

 

                หลังจากสลบไม่ได้สตินานกว่าแปดชั่วโมง ก้องบดินทร์ก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมอาการปวดเมื่อยและเจ็บแปลบตามบาดแผลที่ปรากฏบนร่างกาย กลีบปากบางไร้ความชุ่มชื่นเขยื้อนเอื้อนเสียงเรียกหาพีรวิชญ์เมื่อกวาดสายตามองไปรอบห้องพิเศษแล้วไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาผู้นั้น

                "พี... พี... พีอยู่ไหน?!... พี!! อย่าทิ้งผมไว้คนเดียว ผมกลัว... พี!!" ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจ เพ้อรำพันเรียกชื่อพีรวิชญ์ไม่ยั้งหยุด จนกระทั่งได้ยินเสียงบิดลูกบิดประตูห้องน้ำและเห็นเงาคนฉายเลียบพื้น

                "พี?! นั่นพีใช่ไหม?!" รอยยิ้มแห่งความหวังประดับบนใบหน้านวลผ่อง ทว่า... มันคงอยู่ได้ไม่นานนัก เมื่อบุรุษที่ก้าวออกจากห้องน้ำ สาวเท้ามายืนชิดข้างเตียงของเขามิใช่คนที่รู้ใจ แต่กลายเป็นคนที่เขาเกลียดชังมากที่สุด

                "ป่านนี้ไอ้พีคงไปสบายแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงนะก้อง พี่จะดูแลก้องเอง" มือหนาเขี่ยปอยผมและลากหลังมือผ่านเสี้ยวหน้าหวาน ก่อนโน้มกลีบปากลงหวังฝากรอยรักเหนือหน้าผากกลมมน แต่คนเดียดฉันท์กลับบ่ายหน้าหนีพร้อมกับรีบดึงสายน้ำเกลือและสายให้เลือดทิ้ง

เขาจะต้องตามหาพี จะต้องรู้ให้ได้ว่าตอนนี้พีอยู่ที่ไหน และเป็นอย่างที่ภูมิว่าไว้หรือเปล่า

พีจะต้องไม่เป็นอะไร... พีจะต้องไม่เป็นอะไร...

ภาวนาด้วยใจที่แน่วแน่และเชื่อมั่นว่าคนดีอย่างพีรวิชญ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะต้องคุ้มครองให้รอดพ้นภยันตรายเช่นเดียวกับตัวเขา

                เสียงฝีเท้าหนักๆ ไล่ตามหลังมาชวนให้หวาดผวาเหมือนหนังเขย่าขวัญที่ตัวละครเอกโดนฆาตกรโรคจิตไล่ล่าหวังจะชำแหละเนื้อหนังมังสาให้เหวอหวะ ไม่ต่างไปจากภูมิ - ผู้ชายซาดิสม์ที่ชอบใช้ความรุนแรงระหว่างการร่วมรักที่เร่งฝีเท้ากวดตามร่างบางที่วิ่งหนีอย่างสุดกำลัง

                "ช่วยจับด้วยครับ คนไข้กำลังจะหนี!!" ภูมิร้องเรียกบุรุษพยาบาลให้คุมตัวก้องบดินทร์กลับไปที่ห้องพักพร้อมสั่งให้มัดมือมัดเท้าป้องกันการหลบหนีของผู้ป่วยคนสำคัญ

                ก้องบดินทร์ออกแรงกระชากแขนหวังให้ผ้าขาวที่รัดตรึงคลายออก แต่ก็ไม่เกิดผลอันใดนอกจากเจ็บข้อมือมากขึ้น แถมเข็มน้ำเกลือยังเสียดผิวลึกลงไปอีก ท้ายสุดก็หยุดการเคลื่อนไหวทางร่างกาย ปล่อยให้ปากทวงถามถึงเสรีภาพแทน

                "ปล่อยนะ!! ปล่อยผม!! พี่ไม่มีสิทธิมาทำกับผมแบบนี้!!"

                "มีสิทธิสิ สิทธิในความเป็นผู้ปกครองของก้องยังไงล่ะ ป้าฟองน่ะเขามอบหมายให้พี่ดูแลก้องและพาก้องกลับจันท์ พี่ก็ต้องทำตามหน้าที่"

                "อย่าเอาแม่ผมมาอ้างเลย ผมรู้หรอกว่าพี่คิดชั่วๆ อะไรอยู่" ก้องบดินทร์รู้ว่าหากไปกับภูมิเพียงลำพังสองคน มิแคล้วคงโดนปลุกปล้ำไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง กว่าจะถึงจันทบุรีเขาคงย่อยยับเป็นแน่

                "ถ้าพี่มันชั่ว ไอ้พีมันก็คงชั่วกว่า เพราะมันสอยก้องมาหลายครั้งแล้วนี่"

                "สำหรับพี ผมพร้อมให้ทั้งตัวและหัวใจ แต่กับพี่ ผมไม่เคยคิดอยากจะสัมผัสแม้แต่ปลายเล็บ" สายตารังเกียจและวาจาเฉือดเชือนดึงให้ร่างหนาย่างสามขุมมาบีบปลายคาง

                "ปากกล้าแบบนี้ อยากโดนล้างปากรึไง หะ!! เอาสักทีดีไหม?!" ดวงหน้ากลมหวานสะบัดหลบพัลวัน หลีกหนีกลีบปากหนาที่เคลื่อนมารุกราน ทว่า... กลับไม่พ้นเพราะคนตัวโตกางอุ้งมือจับวงหน้าไว้

                "อื๊อ ~" มีเพียงเสียงครางในลำคอที่ต่อต้านอยู่เนืองๆ ก่อนฟันเฟืองแห่งโทสะจะแผลงฤทธิ์กัดปลายลิ้นร้อนของผู้จู่โจมจนเจ็บแสบเลือดซิบ

                ภูมิจำต้องถอนริมฝีปากออกเพราะลิ้นระบม และถดถอยไปพักยกบนโซฟาพร้อมปิดปากเงียบไม่ตอบความเรื่องของพีรวิชญ์

                "พี่ภูมิ!! ตอนนี้พีอยู่ที่ไหน?!" เสียงร้อนรนของก้องบดินทร์ ฟังกี่คราก็สาแก่ใจภูมิยิ่งนัก เขาเหยียดยิ้มริมปาก ยักไหล่อย่างไม่สนใจตอบคำถาม และคว้าหนังสือพิมพ์ข้างตัวมาอ่านหน้าตาเฉย

                กว่าสองชั่วโมงที่ไร้เสียงสนทนานับเป็นช่วงเวลาอันแสนอึดอัด ก้องบดินทร์อยากรู้ใจแทบขาดว่าพีรวิชญ์หายไปไหน เหตุใดถึงไม่โผล่หน้าหรือต่อสายข้ามห้องมาทักทายเขาบ้าง

                หวังว่าพีรวิชญ์คงจะไม่....

                เพียงแค่สังหรณ์ใจ น้ำตาก็ไหลรินเป็นสาย และมันก็อาจจะกลายจะเป็นเลือด หากแม้นว่าไร้เงาของพีรวิชญ์ร่วมเดินทางต่อไป รองเท้าผ้าใบคงไม่มีความหมายสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว

                ดวงตาแดงช้ำชายมองรองเท้าผ้าใบเปื้อนฝุ่นแล้วถอนสะอื้นโรยแรง คราบน้ำตาเปรอะหน้าโดยไร้มืออุ่นโอบเช็ด

แต่แล้วก็มีเสียงหัวเราะดังสวนอารมณ์คนหมองเศร้า

                "พี่ภูมิหัวเราะอะไร?!" ก้องบดินทร์ตวัดมองคนวิปลาส

                "อ๋อ!! พอดีพี่อ่านละครในหนังสือพิมพ์ ตอนจบมันสะใจดีแท้... พระเอกตายว่ะ!!" วลีสุดท้ายลงเสียงหนักเสียจนผู้ฟังอยากยกมือปิดหู แต่เมื่อไม่สามารถกระทำอย่างนั้นได้ ถ้อยสำเนียงดังกล่าวจึงผ่านเข้ารูหูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้ว่าภูมิจะปิดปากของตัวเองไปแล้ว แต่ข้อความบาดใจก็ไม่ได้เลือนหายไป มันติดค้างอยู่ในหัวสมองของก้องบดินทร์ จนเขาหลับตาไม่สนิท

                กระทั่งแพทย์เจ้าของไข้เข้ามาตรวจอาการ ก้องบดินทร์จึงได้ละล่ำละลักถามถึงอาการของพีรวิชญ์ โดยที่ภูมิมิอาจห้ามไว้ได้ทัน

                "ตอนนี้พีรวิชญ์พักอยู่ที่ห้องไอซียูครับ หมอยังไม่สามารถย้ายมาห้องพิเศษได้ เพราะเพิ่งผ่าเอาก้อนเลือดในสมองออก ต้องใช้เวลาพักฟื้นสักระยะ กว่าที่ชีพจรจะกลับมาเต้นเป็นปกติ"

                "เขารู้สึกตัวหรือยังครับ"

                "ยังเลยครับ เพราะคนไข้เสียเลือดมาก อาการโดยรวมยังน่าเป็นห่วง"

                "ผมอยากเข้าไปเยี่ยมเขา ผมเข้าไปได้ไหมครับ"

                "อย่าเพิ่งเลยครับ คุณยังป่วยอยู่ รอให้หายดีกว่านี้ค่อยไปเยี่ยมดีกว่านะครับ" แพทย์เจ้าของไข้ยิ้มให้กำลังใจ แต่ไม่ได้ช่วยให้ก้องบดินทร์เบาใจเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเป็นกังวลมากกว่าเดิม

                "คุณหมอครับ ช่วยแกะผ้าที่มัดมือมัดเท้าผมให้หน่อยได้ไหมครับ" ก้องบดินทร์วอนขอเพราะอย่างน้อยหากเขาได้เป็นอิสระ เขาอาจจะย่องไปเยี่ยมพีรวิชญ์ได้ แต่ผู้มีสิทธิในฐานะผู้ปกครองกลับรีบเข้ามาห้ามไว้

                "อย่านะครับคุณหมอ เพราะเดี๋ยวก้องเขาจะหนี อย่านะครับ!!" ภูมิพนมมือขอร้องพร้อมแสดงสีหน้าห่วงใยก้องบดินทร์ประหนึ่งว่าอยากจะให้เขาพักรักษาตัวที่นี่นานๆ จนแพทย์เจ้าของไข้พยักหน้าเห็นชอบและเดินออกจากห้องไปโดยไม่ได้แกะปมผ้าให้ก้องบดินทร์

                "พี่ภูมิ!! ผมเกลียดพี่!!" คำรามลั่นอย่างโกรธแค้น ถึงขั้นคิดการณ์อยากจ้างนุติให้เอาปืนมาจ่อขมับคนสามานย์ แต่แล้วก็ต้องล้มเลิกเพราะไม่อยากให้บาปกรรมตามติดตัวไปถึงชาติหน้า เลยได้แต่ภาวนาขอให้กฎแห่งกรรมตามเอาคืนภูมิโดยเร็ววัน

 

-----------------------------------