ตอนที่ 22 : ความลับแตก
ก้องบดินทร์ใช้เบอร์สาธารณะโทรหาพฤกษ์ แต่ไม่มีใครรับสาย แม้จะลองโทรใหม่อีก 2 -3 ครั้ง ผลก็เป็นเช่นเดิม จนเขาเริ่มห่วงพฤกษ์เสียแล้ว เพราะไม่รู้ว่าพฤกษ์ต้องเจอกับอะไรบ้าง และก็ไม่รู้ว่าการที่เขาหลบหนีมากับพีรวิชญ์มันเป็นการเห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า เขาห่วงแต่ความปลอดภัยของพีรวิชญ์จนลืมห่วงความปลอดภัยของพฤกษ์หรือเปล่า
เราสร้างความลำบากให้กับพฤกษ์เกินไปไหม... พี่ภูมิจะทำอะไรรุนแรงกับพฤกษ์หรือเปล่า...
ความกังวลรุมเร้าจิตใจ ห่วงเพื่อนก็ห่วง ห่วงพีรวิชญ์ก็ห่วง ยิ่งได้กลับมายืนหน้าโทรศัพท์สาธารณะเครื่องเดิม ความทรงจำเก่าๆ เมื่อแรกพบกับพีรวิชญ์ก็คืนย้อนมา อาการป่วยของโทรศัพท์ดีขึ้นมากแล้ว เดี๋ยวนี้มันไม่กินเหรียญเหมือนก่อน แต่อาการของพีรวิชญ์นี่สิไม่กระเตื้องให้ชื้นใจบ้างเลย
ก้องบดินทร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหนักอกขณะมองตนเองในกระจกเงา ดวงหน้ากลมหวานไม่เหลือเค้าความสดชื่น ใต้ขอบตาคล้ำหม่นเพราะนอนไม่หลับมาหลายคืน แม้จะได้อยู่เคียงใกล้กับคนรัก แต่กลับทุกข์ใจมากกว่าตอนอยู่ห่างไกลกันเสียอีก
“ผ้าเช็ดหน้าไหมครับ” สำเนียงภาษาอังกฤษของคนพูดช่างไพเราะราวกับผู้ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำ
“ขอบคุณครับ” ก้องบดินทร์ตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษไม่ให้หลุดฟอร์มที่ปลอมตัวเป็นลูกครึ่งฝรั่ง เขารับผ้าเช็ดหน้าสีขาวมาเช็ดคราบน้ำตา ก่อนเงยหน้ามองผู้ให้แล้วยิ้ม เขาจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครแม้ว่านานๆ จะได้เจอครั้งก็ตาม
“หนุ่ย!! เสร็จหรือยัง ไปทานข้าวกัน” หมอมาร์คเข้ามาตามแฟนหนุ่มถึงในห้องน้ำ เขาหันไปยิ้มให้ก้องบดินทร์เล็กน้อยก่อนนำหนุ่ยออกไปรับประทานอาหารกลางวันข้างนอก
ก้องบดินทร์พับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นลงกระเป๋าตั้งใจว่าจะซักและฝากหมอมาร์คไปคืนให้หนุ่มในภายหลัง ร่างบางก้าวออกจากห้องน้ำชั้นล่างเดินไปซื้อข้าวกล่องเจ้าประจำที่โรงอาหารของโรงพยาบาล แต่วันนี้แม่ค้าไม่ได้เพิ่มกับข้าวให้เพราะจำก้องบดินทร์ขาประจำไม่ได้ เขาจ่ายสตางค์และกลับขึ้นไปบนห้องอย่างหงอยๆ หากเปรียบเทียบช่วงเวลาที่สลับร่างกับช่วงเวลานี้ เขากลับรู้สึกว่าตอนที่สลับร่างกันนั้นมีความสุขมากกว่า
ตักข้าวเข้าปากได้แค่เพียงสามคำก็ปล่อยช้อนเพราะกว่าจะกล้ำกลืนแต่ละคำผ่านลงคอไปได้ช่างยากเย็น จำต้องใช้น้ำดื่มเป็นตัวช่วยพัดพากากใยอาหารลงสู่กระเพาะ ก้องบดินทร์วางแก้วใบเล็กบนที่รองแก้วอย่างเบามือ ก่อนคว้าหนังสือเล่มใหม่อ่านให้พีรวิชญ์ฟัง...
+++++++++++++++++
พฤกษ์นอนซมอยู่บนเตียงด้วยพิษไข้และปวดบาดแผลทั่วเรือนร่างโดยไร้คนอยู่เฝ้า เพราะแดนดินมีภารกิจใหญ่ที่ต้องกระทำ ส่วนภูมิก็ไม่ไยดีเขามาตั้งนานแล้ว เขาคงเห็นก้องบดินทร์สำคัญมากกว่า น้องชายไม่รักดีอย่างเขาจะสนใจไปทำไม
ช่างเถอะ... ถึงอย่างไรเราก็เปลี่ยนเขาไม่ได้ ทำได้เพียงแค่เปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น ดีขึ้นเท่านั้น...
กระแอมไอเบาๆ อย่างระคายคอ มือหนาเอื้อมคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะแต่สัมผัสมันไม่ถึง จึงเอี้ยวตัวและเหยียดแขนออกไปอีกนิด แต่แก้วน้ำใบใสกลับร่วงแตก พฤกษ์หดมือกลับด้วยความว้าวุ่นใจ เพราะไม่รู้ว่ามันจะเป็นลางบอกเหตุหรือว่าเป็นแค่ความสะเพร่าของเขา
ขอให้เป็นอย่างหลังก็แล้วกัน เพราะตอนนี้เขาก็ไม่เหลือใครแล้ว หากไม่มีแดนดินคงเปรียบเหมือนแสงสว่างของชีวิตดับสิ้นลง
หากว่าต้นไม้(พฤกษ์)มันขาดดินก็คงจะเติบโตลำบาก คงมิแคล้วแห้งเหี่ยวและเฉาตายลง...
+++++++++++++++++
ใจกลางมหานครใหญ่เกิดเหตุระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ภาพข่าวรายงานสดวินาทีต่อวินาที ผู้คนในโรงพยาบาลจับกลุ่มวิพากษ์กันเซ็งแซ่ แต่ใครบางคนกลับไม่ได้สนใจเหตุการณ์บ้านเมืองเพราะมัวแต่ตามหาก้องบดินทร์ ภูมิกวดฝีเท้าไปที่เคาน์เตอร์ประชาพันธ์และสอบถามหาบุคคลที่ต้องการพบ แต่เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์กลับบอกว่าก้องบดินทร์ลาป่วยและไม่ทราบว่าพักอยู่ที่ไหน ส่วนพีรวิชญ์ก็ไม่ปรากฏในลิสต์รายชื่อของผู้ป่วยใน เขาจึงวิ่งพล่านไปทั่ว จนได้มาเจอกับหมอมาร์คที่เพิ่งรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ คนที่อยู่เคียงข้างหมอมาร์ครีบขอตัวกลับเพราะไม่อยากก้าวก่ายในการงานของแฟน
“พี่หมอ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ” หนุ่ยกล่าวลาสั้นๆ และเลี่ยงออกไปลานจอดรถ
หลังจากที่หนุ่ยคล้อยหลังไปแล้ว ภูมิก็เข้าเรื่องทันที เขาถามหาก้องบดินทร์กับหมอมาร์คเพราะคิดว่าหมอมาร์คน่าจะรู้เบาะแสบ้างว่าก้องบดินทร์หนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน แต่หมอมาร์คกลับส่ายศีรษะ ตอบปฏิเสธเหมือนเช่นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์
“ไม่ทราบเหมือนกันครับ ก้องบดินทร์เขาไม่ได้ติดต่อมาหาผมเลย ผมรู้เพียงแค่เขาลาป่วยเท่านั้น ส่วนเรื่องที่เขาจะไปพักที่ไหนกับใคร ผมเองก็ไม่ทราบครับ”
“เมื่อกี้ผมไปหาที่บ้านพีรวิชญ์ก็ไม่เจอ หาที่หอพักก็ไม่มี ตกลงก้องเขาไปอยู่ที่ไหนกันแน่ เขามีที่พักอื่นอีกไหมครับ”
“ผมไม่ทราบจริงๆ ครับเรื่องนี้ ผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอมาร์คโค้งศีรษะขอตัวลาไปทำงานต่อ ภูมิถึงกับยกมือกุมขมับเมื่อไม่ได้คำตอบที่ต้องการ แต่จะกลับไปหาคุณฟองจันทร์โดยไม่เจอก้องบดินทร์ไม่ได้ เขาจึงเดินหน้าหาต่อ ตระเวณไปตามชั้นต่างๆ และไล่มองป้ายชื่อผู้ป่วยในไปทีละห้อง เขาเกือบจะถึงห้องของพีรวิชญ์อยู่แล้ว แต่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมาเสียก่อน
[[เจอก้องไหมลูก?!]] คนที่ต่อสายมาจากโรงแรมถามอย่างร้อนใจด้วยกลัวว่าก้องบดินทร์จะเตลิดไปกับพีรวิชญ์ ผู้ชายไร้มารยาทคนนั้น หากเป็นเช่นนั้นหัวใจของผู้เป็นแม่คงแหลกสลายเป็นแน่
[[ยังเลยครับแม่ แต่ผมกำลังตามหาอยู่ครับ... แม่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะพาก้องไปหาแม่ให้ได้ จะไม่ให้ก้องได้พบเจอกับนายพีรวิชญ์อีก]]
ด้วยความที่ภูมิหันหลังให้บานประตูห้องของพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์จึงไม่ทันได้เห็นใบหน้าของภูมิ ก้องบดินทร์เดินผ่านด้านข้างภูมิโดยที่ภูมิไม่นึกสงสัยเพราะผมสีทองอร่าม ต่างฝ่ายต่างไม่เห็นกัน
เหมือนว่าโชคจะเข้าข้างก้องบดินทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว... กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ก้องบดินทร์ผลุนผลันออกจากห้องเพื่อไปดูแดนดินซึ่งโดนระเบิดอาการสาหัส ทำให้เขาปิดประตูห้องไม่สนิทดีนัก บานประตูห้องของพีรวิชญ์แง้มออกเล็กน้อย
ภูมิเดินผ่านไปอ่านรายชื่อหน้าห้องผู้ป่วยแล้วก็เกือบจะเดินย้อนกลับ หากว่าหูไม่บังเอิญได้ยินเสียงเรียกชื่อก้องบดินทร์ดังแว่วมาจากภายใน เขาจึงหรี่ตามองลอดช่องว่างของบานประตูและค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปข้างในด้วยใจระทึก หากแม้นไม่ใช่พีรวิชญ์ เขาคงเสียหน้ามาก
แต่เมื่อสาวเท้าไปถึงข้างเตียงและได้มองเห็นผู้ป่วยจนชัดเจนเต็มสองตา รอยยิ้มแห่งชัยชนะก็พลันผุดขึ้นที่ริมปาก เกมซ่อนหาใกล้จบแล้ว แค่ซุ่มรอก้องบดินทร์กลับมาที่ห้อง แล้วก็จัดการจับตัวคนซ่อนแอบคนสุดท้าย แค่นี้เกมก็จบลงแล้ว
ด้านก้องบดินทร์ก็นั่งไม่ติดที่ เดินวนไปวนมาหน้าห้องฉุกเฉินด้วยความเป็นห่วง เพราะผู้ชายคนนี้เป็นคนสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพฤกษ์ให้ดีขึ้น หากไม่มีแดนดิน พฤกษ์ก็คงไม่ปรับตัวเองมากมายขนาดนี้
“ก้องๆ !! ไอ้ดินเป็นไงบ้าง?!” ดวงหน้ากลมหวานเหลียวมองตามเสียง ก่อนส่ายศีรษะตอบเพื่อนสนิทของแดนดิน
“ไม่รู้เหมือนกัน หมอยังไม่ออกมาเลย” คิ้วเรียวเคลื่อนชนกันอย่างเคร่งเครียด
“หมอยังไม่ออกมา งั้นเราก็เข้าไปข้างในเลยดิ” คิมหันต์ซอยเท้าเตรียมวิ่งเข้าไป แต่โดนมนัสจิกหัวเอาไว้เสียก่อนพร้อมอบรมปนเสียงด่า
“ไอ้เชรี่ยนี่ ให้มันรู้จักกาลเทศะบ้าง”
“ทำไมพี่ก้องต้องทำผมทองด้วยอ่ะ” คิมหันต์จึงหันสนใจสีผมบนศีรษะของก้องบดินทร์แทน หากว่าก้องบดินทร์ไม่บอกล่วงหน้าว่าตัวเองเปลี่ยนสีผมและใส่คอนแทคเลนส์ คิมหันต์กับมนัสก็คงไม่มีทางจำได้
“ก็เขาบอกแล้วไงว่าปลอมตัวหลบภูมิ ฟายนี่ ไม่รู้จักจำ ต้องให้ด่าตลอด” มนัสเริ่มรำคาญที่คิมหันต์ตั้งคำถามซ้ำซาก ก้องบดินทร์เขาก็บอกตั้งแต่ตอนที่โทรมาแล้ว แต่เจ้าตัวเล็กกลับความจำสั้น
“ถึงผมจะความจำสั้น แต่ความรักของผมมันยาวนะ” เอียงคอกะพริบตาปริบๆ เอานิ้วชี้สองข้างจิ้มแก้มตัวเองทำให้น่ารัก น่าเอ็นดูแต่มนัสกลับเบือนหน้าหนีไม่มีอารมณ์เล่นด้วย เขาย้ายร่างตัวเองไปนั่งเก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งและเฝ้ามองความเคลื่อนไหวหน้าห้องฉุกเฉินด้วยความกังวล
เวลาผ่านไปได้สักพัก ประตูห้องฉุกเฉินถึงได้เปิดออก มนัสรีบเข้าไปถามอาการของเพื่อนสนิทจากแพทย์ผู้รักษาทันที
“แดนดินเป็นอย่างไรบ้างครับหมอ”
“ผมเสียใจด้วยนะครับ คุณแดนดินเสียชีวิตแล้ว” คำตอบเพียงสั้นๆ บั่นหัวใจของผู้ฟัง จนแทบจะตายตกไปตามกัน คิมหันต์ร้องไห้โฮออกมาเป็นคนแรก ตามด้วยก้องบดินทร์ ส่วนมนัสนั้นเพียงแค่น้ำตารื้นขอบตา ไม่แสดงอาการฟูมฟาย แต่หัวใจกลับโศกเศร้าอย่างที่สุดเมื่อเสียเพื่อนสนิทที่คบหากันมาตั้งแต่ม.ต้น
“ทำไม?! ทำไมถึงเป็นแบบนี้?!” มนัสหันหน้าเข้าหาผนังเมื่อมิอาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป มือใหญ่กำหมัดแน่นแล้วต่อยผนัง จนคิมหันต์ต้องรีบไปสวมกอดจากด้านหลัง
“ถ้าวิญญาณพี่ดิน มาเห็นพี่แม็คทำร้ายตัวเองแบบนี้ เขาจะเสียใจนะ” คำพูดของคิมหันต์ ทำให้มนัสได้สติ เขาจึงคลายมือปาดน้ำตาก่อนหันหน้ามายีหัวเจ้าตัวเล็กและสวมกอดเขาเอาไว้อย่างอ่อนโยน
ส่วนศพของแดนดินต้องนำส่งกลับกองพิสูจน์หลักฐานเพื่อสืบหาตัวมือวางระเบิดต่อไป มนัสจึงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย ด้านก้องบดินทร์ก็ถึงเวลาที่จะต้องกลับไปดูแลพีรวิชญ์ตามเดิม แต่คราวนี้มีมนัสและคิมหันต์มาด้วย เขาจึงคลายเหงาลงไป
แค่คิมหันต์คนเดียวก็เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดทางแล้ว เขาเป็นคนที่ลืมความโศกเศร้าได้ไวจริงๆ เขาจรดปลายเท้าก้าวกระโดดอย่างสนุกสนานและแตะบานประตูห้องที่มีป้ายชื่ออนุชิตได้ก่อนใคร
“พี่ก้อง ทำไมถึงเลือกชื่ออนุชิตล่ะ”
“ก็เขาบอกแล้วไงว่าจิ้มเอามั่วๆ ไม่รู้จักจำ”
“ก็ความจำผมสั้น แต่ความรักของผม...แผล่บ...” ลิ้นเล็กสัมผัสรสเค็มปะแล่มๆ จากเรียวนิ้วที่ปาดกลีบปาก
มนัสรำคาญคิมหันต์ที่พูดมาก ถามแต่เรื่องเดิมๆ จึงเอานิ้วปาดซะเผื่อจะสงบปากเสียบ้าง แต่คิมหันต์ก็ปิดปากได้เพียงแค่ชั่วครู่ เพราะเมื่อโผล่หน้าเข้าไปข้างในก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอหนุ่มมาดเท่ คิมหันต์ไม่เคยเจอภูมิมาก่อน จึงตรงเข้าไปทักทายและสวมกอดอย่างเร็วรี่
“พี่ชื่ออะไรอ่ะ ผมชื่อคิมหันต์นะ ขอกอดหน่อย”
“มากไปแล้ว มากไป!!” มนัสถลันไปจิกหัวคิมหันต์กลับมายืนข้างตัวเอง ก้องบดินทร์หน้าซีดลงทันทีเมื่อโดนภูมิจ้องไม่วางตา และเขาก็แนะนำให้ภูมิได้รู้จักเพื่อนๆ ของพีรวิชญ์
“อุ๊ย... พี่พฤกษ์อ่ะสุดเท่ แต่พี่ภูมิอ่ะโครตเท่เลยนะ” สายตาของคิมหันต์เปล่งประกายวิบวับ ชื่อของพี่น้องตระกูลวรเกียรติเข้าไปสิงอยู่ในหัวใจของเขาแล้ว
“ยังไม่เลิก ยังไม่เลิก... เดี๋ยวเจอส้นตีนยัดปาก” มนัสเขม้นมองอย่างไม่พอใจ ก่อนลากตัวคิมหันต์ออกไปข้างนอกห้องเพราะขืนอยู่นานไปคงต้องลงไม้ลงมือกันหนักแน่
“แม็ค!!... แม็ค!!...” ก้องบดินทร์ตะโกนเรียกเพื่อให้มนัสอยู่เป็นเพื่อน แต่มนัสก็ไม่ได้เหลียวหลังกลับมา ก้องบดินทร์จึงเข้าไปเขย่าตัวพีรวิชญ์หวังจะปลุกเขาให้ตื่นและวิ่งออกจากนรก‘ภูมิ’ด้วยกัน แต่พีรวิชญ์ก็ยังหลับตานิ่ง ปิดปากเงียบไม่เหมือนครู่ก่อนตอนที่ก้องบดินทร์ไม่อยู่ เขาเผลอเรียกชื่อก้องบดินทร์ออกมาตั้งหลายครั้ง แต่พอก้องบดินทร์มาถึงกลับไม่การเคลื่อนไหวใดๆ
“พี!!... พี!!... ช่วยผมด้วย!!”
ฝันร้ายกลายเป็นความจริงเข้าแล้ว ก้องบดินทร์กำลังจะถูกภูมิลากตัวกลับจันทบุรี หากพีรวิชญ์ไม่ฟื้น ก็คงไม่มีใครช่วยก้องบดินทร์ได้
ก้องบดินทร์จับราวกั้นเตียงแน่น รั้งตัวเองให้อยู่ใกล้เตียงพีรวิชญ์มากที่สุดขณะที่ภูมิออกแรงกระชากแขนอีกข้างเพื่อให้ก้องบดินทร์พ้นจากเตียงพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์ร้องเรียกพีรวิชญ์ไม่ขาดปาก จนในที่สุดมือของพีรวิชญ์ก็เริ่มขยับได้ เขารีบคว้ามือของก้องบดินทร์ไว้ในช่วงวินาทีที่กำลังจะเลื่อนหลุดจากราวได้ทันท่วงที
“พี!!” ก้องบดินทร์เรียกชื่อคนรักด้วยความดีใจเหลือคณา ก่อนที่จะหมดแรงลงด้วยฤทธิ์หมัดของภูมิที่อัดเข้าท้องเขาอย่างแรง
ภูมิรีบอุ้มก้องบดินทร์ก่อนที่พีรวิชญ์จะฟื้นตื่นอย่างเต็มที่ ตอนนี้พีรวิชญ์เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นภูมิจึงพอมีเวลาพาก้องบดินทร์ออกจากโรงพยาบาล
ทว่า... เขากลับต้องมาเจอคิมหันต์ขวางทางเอาไว้
“พี่โครตเท่จะพาพี่ก้องไปไหนอ่ะ” ถามหน้าซื่อๆ ตาใสๆ พร้อมรอยยิ้มหวาน แต่ภูมิเมินหน้าหนีและเบี่ยงตัวหลบ
“อื๊อ ~ ตอบผมก่อนดิ” คิมหันต์ดึงชายเสื้อของภูมิเอาไว้ จนมนัสกวดฝีเท้าตามมารุมช่วย เขาใช้ความถนัดในการจิกหัว ดึงร่างของภูมิให้ออกมาจากลิฟต์และต่อยเข้าที่ใบหน้า จนภูมิเผลอปล่อยร่างก้องบดินทร์เพื่อซัดหมัดกลับ คิมหันต์จึงฉวยมือก้องบดินทร์พาเขาวิ่งกลับไปที่ห้องพีรวิชญ์แล้วล็อคประตู
ภูมิพอได้สติว่าเผลอปล่อยก้องบดินทร์ให้หลุดมือไป ก็ตามกลับไปที่ห้องพีรวิชญ์แต่ไม่สามารถเข้าห้องนั้นได้ จึงทุบประตูเป็นการณ์ใหญ่จนพยาบาลประจำวอร์ดเข้ามาเตือนและห้ามเขาส่งเสียงดังรบกวนผู้ป่วย เขาจึงต้องกลับไปลานจอดรถเพียงลำพังโดยไร้ร่างก้องบดินทร์
วันนี้ไม่ได้ตัวก้องบดินทร์ก็ไม่เป็นไร วันพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่
ภูมิตั้งใจไว้เช่นนั้น แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเขาเพราะมีเหตุการณ์วุ่นวายในรีสอร์ท เขาจึงต้องกลับจันทบุรีด่วน คุณฟองจันทร์เลยต้องกลับไปด้วยทั้งที่ยังไม่ได้เจอหน้าลูกชาย
ในช่วงบ่ายของวันใหม่ ก้องบดินทร์แอบงีบหลับไปขณะที่พฤกษ์เข้ามาเยี่ยมพีรวิชญ์ด้วยใบหน้าหมองเศร้า เขาคิดถึงแดนดินมาก แต่ก็เข้าใจในวัฏจักรของชีวิต เมื่อมีเกิด ย่อมมีดับ เฉกเช่นเดียวกับความทุกข์สุข มันไม่มีความจีรังยังยืน วันนี้สุข พรุ่งนี้อาจจะทุกข์ก็ได้
“ฉันเสียใจด้วยนะเรื่องแดนดิน” ก้องบดินทร์บอกพฤกษ์ด้วยเสียงเศร้า เขารู้สึกตัวตื่นเมื่อพฤกษ์เอื้อมมือมาแตะบ่า
“ฉันก็เสียใจเรื่องพี่ภูมิ ฉันขอโทษนะที่เกือบทำให้นายต้องจากพีรวิชญ์”
“ไม่เป็นไรหรอก บางทีมันอาจจะเป็นกรรมเก่าของเราสองคนก็ได้... ไม่ต้องคิดมากนะ” มืออวบซ้อนทับบนมือหยาบหวังคลายความกังวลให้เขาผู้นั้น ก่อนจะแช่สายตามองหน้าผู้ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองและความคิดจนกลายเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
“ฉันจะลงเรียนป.ตรีใหม่ จะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย ถ้าฉันจบป.ตรีเมื่อไหร่ ฉันจะไปสอบตำรวจ... ฉันจะต้องเป็นตำรวจที่ดีอย่างพี่ดินให้ได้!!” คนที่เคยไม่เอาถ่าน เรียนมหา’ลัยไม่จบ มีเพียงแค่วุฒิม.6 มาสมัครเป็นพนักงานเวรเปลของโรงพยาบาล ได้ให้สัจจะปฏิญาณในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาตั้งใจจะสมัครเข้าเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเปิดทางไปรษณีย์โดยเลือกคณะนิติศาสตร์ โดยมุ่งหวังนำไปประยุกต์ใช้กับงานตำรวจ
“ถ้าดวงวิญญาณของพี่ดินรับรู้ได้ เขาคงจะดีใจมากเลย ที่นายเปลี่ยนตัวเองได้ขนาดนี้”
“อืม... ว่าแต่พีรวิชญ์เป็นยังไงบ้าง ฟื้นรึยัง” พฤกษ์เปลี่ยนประเด็นไปสอบถามถึงอาการของพีรวิชญ์บ้าง ก้องบดินทร์หันไปมองใบหน้าของคนรักอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายศีรษะน้อยๆ
“ยังไม่ฟื้นเลย แต่อีกเดี๋ยวก็คงฟื้นมั้ง... ไม่เป็นไรหรอก ถึงนานแค่ไหน ฉันก็รอได้ หากว่าพี่ภูมิไม่หวนกลับมา” เริ่มเป็นกังวลเรื่องภูมิอีกครั้ง เพราะคิดว่าภูมิคงไม่รามือง่ายๆ เพียงแต่ช่วงนี้เขาติดพันเรื่องธุรกิจรีสอร์ทของเขาอยู่ ถ้าเขาว่างเมื่อไหร่ก็คงลงมาอีกแน่ และคราวนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้ตัวช่วยอย่างคิมหันต์หรือมนัสอีกหรือเปล่า เพราะเห็นว่ามนัสต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไตช่วงต้นเดือนหน้า มนัสคงต้องงดกิจกรรมหนักๆ รวมถึงงดลงไม้ลงมือคิมหันต์ไปด้วย
“ไม่ต้องห่วงหรอก คงอีกนาน เพราะช่วงนี้เห็นเขาว่าจะขยับขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น แต่เผอิญว่าคนงานก่อสร้างดันมาล้มเจ็บเสียก่อน คงต้องอยู่ที่นั่นยาวหน่อยล่ะ” พฤกษ์เอนกายพิงพนักโซฟาสีน้ำตาลเข้ม เขาวางหน้าเรียบเฉย ไม่ปรากฏท่าทางกวนอารมณ์เลยแม้แต่น้อย
“แล้วนายไม่คิดจะกลับไปช่วยพี่ชายบริหารรีสอร์ทเหรอ”
“ไม่ล่ะ ฉันไม่อยากทำงานร่วมกับพี่ชาย เดี๋ยวจะตีกันตายเสียเปล่าๆ ฉันมันไม่มีหัวทางด้านธุรกิจ ปล่อยให้พี่ภูมิบริหารรีสอร์ทไปน่ะดีแล้ว ถ้าต่อไปพี่ภูมิแต่งงานกับพี่แก้ว ลูกของเขาก็คงมารับช่วงต่อเองแหละ”
เมื่อพฤกษ์กล่าวถึงแก้วกัญญา-พี่สาวของก้องบดินทร์ ก็ทำให้คนที่นั่งข้างเตียงพีรวิชญ์มีสีหน้าหวาดวิตกเพราะเรื่องที่ภูมิเป็นคนซาดิสม์ชอบใช้ความรุนแรงระหว่างการมีสัมพันธ์สวาทยังไม่มีใครล่วงรู้ แม้แต่พฤกษ์ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของภูมิก็ไม่เคยรู้เลยว่าพี่ชายของตนมีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นนี้
“ฉันไม่อยากให้พี่ภูมิแต่งงานกับพี่แก้วเลย”
“เพราะพี่ภูมิเป็นไบ ใช่ไหม” พฤกษ์เข้าใจว่าก้องบดินทร์ห่วงเรื่องที่ภูมิมีความสนใจทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ แต่ความจริงแล้วเรื่องนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักเลย
“มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องที่พี่ภูมิเป็นไบหรอกนะ แต่ว่ามันเกี่ยวกับเรื่อง...” ก้องบดินทร์ไม่กล้าเผยเรื่องที่ภูมิลวนลามให้พฤกษ์รู้เพราะไม่อยากเติมเชื้อไฟให้พี่น้องบาดหมางกันหนักขึ้น
“เรื่องอะไรเหรอ?!”
“ก็เรื่องบนเตียงน่ะสิ!!” คนป่วยลืมตาโพลง เล่นเอาก้องบดินทร์สะดุ้งที่จู่ๆ เขาก็เข้ามาร่วมสนทนาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
“นี่คุณฟื้นนานรึยังเนี่ย?!” ก้องบดินทร์เสียงเขียวคล้ายตำหนิคนรักที่ทำให้เขาเป็นกังวลอยู่ตั้งนาน
“ก็ฟื้นตั้งแต่พฤกษ์เข้ามาแล้ว แต่แกล้งหลับให้คนแถวนี้กระวนกระวายใจเล่น” รอยยิ้มพราวเสน่ห์แต้มริมฝีปาก ดวงตาคมกริบหยอกเหย้าคนหน้าตูม
“น่าเกลียดจริงๆ เลย” มืออวบฟาดลงบนท่อนแขนพีรวิชญ์อย่างโกรธขึ้งก่อนยกแขนกอดอกตัวเองวางท่าปั้นปึ่ง พีรวิชญ์จึงรีบลุกมาปลอบขวัญและโอบตระกองก้องบดินทร์ไว้ ท่ามกลางสายตาเศร้าๆ ของพฤกษ์
น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้กอดพี่ดิน...
เพียงแค่รำพันในใจ มวลอากาศรอบตัวก็หนาขึ้นคล้ายกับมีพลังงานที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นโอบเรือนกายของเขาอยู่ หากว่าเขาสัมผัสได้มากกว่านี้ก็คงจะดี
ขอบคุณมากนะครับพี่ ผมคิดถึงพี่นะครับ...
แม้ไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เหมือนถูกกอดจะเป็นความรู้สึกที่ตัวเองคิดไปเองหรือว่าวิญญาณของแดนดินมาเยือนถึงห้อง แต่ก็ต้องขอบคุณอ้อมกอดเวิ้งว้างที่คลายความเศร้าลงไป และพายิ้มละไมกลับมาประดับบนดวงหน้าของเขาได้อีกครั้ง…
ก้องบดินทร์เดินไปส่งพฤกษ์หน้าประตูเมื่อเขาขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนย้อนกลับมานั่งข้างเตียงมองดูพีรวิชญ์ที่คืนสู่ร่างเดิมด้วยความโล่งใจ สองหนุ่มเอื้อมจับมือกันพร้อมวาดรอยยิ้มเสน่หา...
หลังจากนั้นไม่กี่วันพีรวิชญ์ก็ย้ายออกโรงพยาบาลไปพักรักษาตัวที่บ้านโดยมีก้องบดินทร์ดูแลอยู่ไม่ห่างในช่วงกลางคืน ส่วนช่วงกลางวันก้องบดินทร์ก็ต้องกลับมาทำหน้าที่เป็นนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลตามปกติเพราะใช้วันลาเกินกำหนดไปมากแล้ว นับแต่นี้ไปคงหยุดพร่ำเพรื่อไม่ได้อีกยกเว้นแต่มีเหตุฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น
“ผมว่าคุณน่าจะลาออกมาเสียเลยนะ มาทำหน้าที่เป็นภรรยาผมให้เต็มเวลา” พีรวิชญ์เอนตัวลงบนฟูกหนา เอียงใบหน้าใกล้ก้องบดินทร์ เขาหยิบหนังสือเล่มโตที่บังดวงตาคู่งามทิ้งลงข้างเตียง
“พี!! ผมกำลังอ่านหนังสือแปลอยู่นะ”
“โธ่... เรื่องแปลน่ะ ผมถนัดนักเชียว ไม่ว่าจะเป็นภาษาใจหรือว่า... ภาษากาย” ยิ้มพรายในแววตาขณะพิศมองเรือนร่างบอบบางของคนรัก
ก้องบดินทร์คงน้ำหนักลงไปมากในช่วงที่ต้องปรนนิบัติดูแลเขา ความไม่สบายใจมีผลให้ก้องบดินทร์รับประทานอะไรไม่ได้ ก้องบดินทร์อดนอนกระทั่งขอบตาคล้ำปื้น จนเขาต้องหาอายครีมให้ก้องบดินทร์ใช้
“เอ่อ... เดี๋ยวผมไปทาอายครีมก่อนนะ” ก้องบดินทร์หาทางเลี่ยงหลบแรงปรารถนาที่กำลังถาโถมเข้ามา แรงลมร้อนเร่งความพลุ่งพล่านใจ แต่กายสะคราญกลับขยับเคลื่อนมิพ้น ความตื่นกลัวฉายบนแววตา แต่เมื่อได้รับจูบอุ่นก็เผลอไผลหลับตาพริ้ม
“ผมว่าคุณคงไม่ต้องการอายครีมแล้วล่ะ” เสียงทุ้มลึกเปรยแผ่วใกล้ใบหูเล็กก่อนเคลื่อนกลีบปากขบเม้มเบาๆ การที่ก้องบดินทร์นิ่งเงียบ พีรวิชญ์ถือว่าเขาไม่ปฏิเสธที่จะรับคลื่นพิศวาสที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น
สิบเรียวนิ้วสอดประสานกุมท้ายทอยที่เคลื่อนต่ำลง จมูกโด่งเป็นสันเบียดบี้จมูกเล็กจนลมหายใจขาดหายเป็นห้วงๆ เสียงประท้วงดังเป็นระยะ
“อื๊ม.... อือ....”
ไม่ถือเป็นการจาบจ้วง แต่ว่าเป็นการเล้าโลมอย่างมีชั้นเชิง ลมระรวยหลั่งรดเหนือไหล่มนจนห่อคู้ ปอยผมนุ่มไหวตามเรียวนิ้วที่พันเกี่ยว คิ้วโค้งบางเคลื่อนชนกันคล้ายอึดอัด แต่พอกลีบปากหนาสัมผัสโดนก็คลายออกคล้ายยอมจำนน รอยพิศวาสปรากฏชัดตรงเนินไหล่ ก่อนลากไล้ปากหยักอิ่มชิมความหวานล้ำเรี่ยซอกคอ ผ่อนความหยาบโลนด้วยการบดคลึงกลีบปากอย่างนุ่มนวลชวนเคลิ้มคล้อยตามความสุขที่แลกเปลี่ยนอาตยนะ
ปฏิกิริยาสนองตอบไม่แรงเร้าเท่าแววตาที่พร่างพราวเสน่หา ว่าวสวยลอยล่องต้องลมราคะ คนควบคุมมิปล่อยปละไปแม้เสี้ยววินาที เขากระตุกป่านปลดเปลื้องอาภรณ์เนื้อดีและทิ้งขวางไปนอกเส้นทางสวรรค์ ก่อนไล้เล็มยอดอกเติมความซาบซ่านให้คู่รัก ลงลิ้นดุนวนรอบติ่งสีน้ำตาลจนไหวสะท้าน กายขาวสะอ้านบิดหนีเพราะไม่ชิน แม้ยลยินเสียงปลอบขวัญแล้วก็ตาม
“ไม่ต้องกลัวนะ... ผมจะค่อยเป็นค่อยไป จะสานสัมพันธ์ให้นุ่มนวลที่สุด” พีรวิชญ์จุมพิตเหนือยอดอกแผ่วเบา และเคล้นคลึงทุกสัดส่วนด้วยกลีบปากให้คนเบื้องล่างได้เรียนรู้หลักวิชากายภาพบำบัดอีกบทหนึ่ง
พีรวิชญ์ร่ายบทเรียนรักอย่างเนิบช้า กลีบปากยวนเย้าเคล้าเคลื่อนบดเบียดปากนุ่ม ก่อนแทรกลิ้นร้อนซอนเข้าโพรงหวาน กวาดความซาบซ่านติดปลายลิ้นมา ก้องบดินทร์ครางอือดื่มด่ำหวั่นไหวไปกับแรงใคร่ของพีรวิชญ์ เขาป่ายแขนตะโบมตะบามความผาสุกนั้นแนบเนื้อมากขึ้น มือบางเผลอเลื่อนลูบกล้ามเนื้อท้องของพีรวิชญ์จนชายหนุ่มถึงกับยิ้มพราย และพลิกกายเพื่อให้มือบางลูบคลำอย่างถนัดถนี่ บัดนี้ก้องบดินทร์อยู่บนร่างของเขา ดวงหน้าหวานแดงซ่านปรี่ขวยเขิน ไม่กล้าประสานสายตากับคนเจ้าเล่ห์
“ข้างบนอากาศดีไหม” ยิ่งโดนพีรวิชญ์กระเซ้า ก็ยิ่งหน้าแดง เลยทุบแผงอกล่ำเบาๆ ก่อนพิงหน้าแนบลาดไหล่ เรียกอุ่นไอจากอีกฝ่ายแล้วค่อยเข้าสู่บทเรียนถัดไป
เรือนกายขาวผ่องเอนตัวนั่งหลังตรง กระถดถอยกะระยะที่จะครอบครองของรักอย่างละล้าละลัง เขาใช้ริมฝีปากไม่ค่อยเก่งนัก แต่ก็ไม่กล้าบ่ายเบี่ยงเพราะครูฝึกสอนจับตามองอยู่ จึงค่อยๆ ลากลิ้นของตัวเองชิมรสตรงปลายยอดและใช้มือรูดส่วนกลางช้าๆ ก่อนละเลงลิ้นเลียรอบและครอบปากลงดูดดื่มรสชาติหวานปะแล่มเข้าสู่คอ พีรวิชญ์ชะโงกมองการปรนเปรอด้วยใบหน้าแช่มชื่น ยิ้มรื่นอย่างพอใจ ลำกายของเขาเริ่มแข็งคับปากก้องบดินทร์แล้ว อีกไม่นานของเหลวบริสุทธิ์ก็จะพุ่งเข้าลำคอ เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าก้องบดินทร์จะกลืนมันจนสิ้น
“อ๊ะ... แค่กๆ” ก้องบดินทร์สำลักธารน้ำอุ่นและลำกายที่แทงสุดโพรงปาก จึงรีบถอนริมฝีปากและปาดคราบคาวทิ้ง
“รังเกียจเหรอ?!”
“เปล่า... ก็แค่ยังไม่ชิน” ก้มใบหน้างุดๆ เริ่มเกี่ยงงอนไม่อยากเรียนบทถัดไป
“งั้นเราคงต้องเรียนรู้เรื่องแบบนี้บ่อยๆ ก้องจะได้ชินไง”
“เฮ้อ...” ระบายลมหายใจหนักๆ และขยุ้มกลุ่มผมของตัวเองอย่างไม่รู้ว่าจะบรรเลงอย่างไรต่อ ตอนนี้เขากลับรู้สึกอยากหลับตาพัก อยากเก็บเรี่ยวแรงไปทุ่มเทกับงานในวันพรุ่ง แต่พีรวิชญ์ก็คงไม่ยอมเพราะบทเรียนรักเพิ่งแค่เริ่มต้นเท่านั้น การที่เขาเข้าห้องแต่หัวค่ำยิ่งเพิ่มคาบเวลาให้ยาวนานขึ้น แทนที่จะได้มีข้ออ้างว่าดึกแล้วก็ไม่มีเสียอีก
ก้องบดินทร์เบนสายตามองนาฬิกาข้างผนัง บนหน้าปัดบอกเวลาสามทุ่มครึ่ง ทุกอย่างแลดูเชื่องช้าไปหมด
“กว่าเราจะมีช่วงเวลาดีๆ แบบนี้มันเนิ่นนานมากนะ เราควรจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่านะก้อง” พีรวิชญ์ชอบใช้ประโยคเดิมๆ จนก้องบดินทร์เริ่มคร้านที่จะฟัง
“ด้วยการมีเซ็กส์งั้นเหรอ?!” นี่ก็เป็นคำถามเดิมๆ ที่ก้องบดินทร์ใช้ย้อนกลับ
“แหม... มันก็เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตคู่ล่ะน่ะ มันก็ต้องมีบ้าง เพิ่มความซาบซ่านในใจไง” คนร้อยเล่ห์ก็หาเหตุผลมากล่าวอ้างได้เรื่อยๆ จนอีกฝ่ายอ่อนใจและใจอ่อนยอมรอมชอม
พีรวิชญ์คว้าเจลหล่อลื่นมาทาแก่นกายก่อนกระชับบั้นท้ายก้องบดินทร์ให้ครองได้สะดวกและลึกมากยิ่งขึ้น การควบเป็นจังหวะช้าๆ ช่วยผ่อนเจ็บปวดลงไปได้บ้าง เสียงครางสยิวมีได้ยินเป็นระยะ
“อึก... อืม... อ๊า... ก้องเร็วขึ้นอีกนิดได้ไหม” พีรวิชญ์ออกปากร้องขอก้องบดินทร์ที่นั่งหลังตรงคุมจังหวะอยู่เบื้องบนให้เพิ่มความเร็วและส่งเสียงชมเชยเมื่อเขาเคลื่อนเบียดบั้นท้ายไปตามเส้นทางที่ตัวเองต้องการ
ก้องบดินทร์ยกสะโพกสูงและกระแทกกลับลงไปอีกคราหนึ่งอย่างหนักหน่วงจนพีรวิชญ์ซี้ดปาก ครางลึกสมใจ
“อื้ม... อื๊ม... ดีมากก้อง”
“อ๊ะ... อ๊ะ... พี ผมจะไม่ไหวแล้ว” ศีรษะคลอนหนักอึ้ง เหงื่ออาบพราวทั่วเรือนร่าง แม้อยู่ในห้องนอนที่ปรับอุณหภูมิลงต่ำ แต่อุณหภูมิในร่างกายกลับสูงลิบคล้ายเป็นไข้ โพรงสวาทตอดยิบจนไม่สามารถทานแรงโน้มถ่วงไว้ได้ จึงทิ้งตัวเอนราบซบลงบนอกแกร่งและหลับตาพักเหนื่อยชั่วครู่
เพียงไม่นานพีรวิชญ์ก็พลิกร่างก้องบดินทร์ให้นอนหงาย ส่วนตัวเขาขอเป็นฝ่ายโถมทับบ้าง โดยเริ่มต้นด้วยการปลุกเร้าอารมณ์ หยอกล้อส่วนอ่อนไหวของก้องบดินทร์ด้วยการกรีดนิ้วลงร่องสวาท เรือนกายเบื้องล่างกระตุกเกร็งทันที สิบนิ้วจิกผ้าปูที่นอนแน่นและไม่ยอมลืมตามองหน้าคมเข้มของเขาผู้นั้น
พีรวิชญ์แทรกนิ้วเบิกทางอย่างช้าๆ พลางเงยหน้ามองก้องบดินทร์ที่กัดริมฝีปากของตัวเองข่มความเจ็บปวด สองนิ้วมันอาจจะมากไปสำหรับก้องบดินทร์ แต่เมื่อเขาไม่ปริปากบอกให้ถอนออก พีรวิชญ์จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนิ้วต่อไปกระทั่งทางสวาทบีบรัดนิ้วเขาอย่างแรงถึงได้ถอนออกและใช้ลิ้นเลียนิ้วรับรสหวานละมุน
ต่อจากนั้นจึงลูบคลำลำกายของตนจ่อปากถ้ำและค่อยๆ สอดใส่ทีละนิด... ทีละนิดจนมิดโคน ก้องบดินทร์มีสีหน้าเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัดเพราะคราวนี้พีรวิชญ์ลืมชะโลมเจลหล่อลื่น
“โอ๊ย... พี... ผมเจ็บ” แต่ผู้ที่บรรเลงบทเพลงรักก็ไม่อยากให้ท่วงทำนองขาดตอน จึงผ่อนความเร็วลงแทน
“ผมจะนุ่มนวลให้มากขึ้น” สะโพกหนาบดลงเนิบนาบ และไล้เรียวนิ้ววนยอดอกของคนรักให้เขาเคลิ้มไหว
ก้องบดินทร์ครางรับการสัมผัสอย่างเสียวกระสัน กลีบปากเผยอรับรสจูบของพีรวิชญ์ และไม่ลังเลแลกลิ้นตอบโต้ คราบน้ำตาเริ่มจางหายจากใบหน้า ดวงตาปรือเปิดปรับโฟกัสที่พีรวิชญ์ แค่ได้เห็นรอยยิ้มของพีรวิชญ์ เขาก็มีความสุขแล้ว
บางคราว... ความสุขก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด
และความสุขนั้นก็จะตราตรึงใจไปตราบชั่วกาลนาน
“อ๊ะ... อ๊า....” เสียงครางอันหวานหูฉีกยิ้มบนใบหน้าของพีรวิชญ์ให้กว้างขึ้น เขาแช่สะโพกติดบั้นท้ายของก้องบดินทร์พร้อมปลดปล่อยน้ำรักไหลวนจนอิ่มใจ
พีรวิชญ์พลิกตัวตะแคงเกลี่ยปอยผมนุ่มเบาๆ และจูบขอบคุณหลังใบหู แขนยาวพาดผ่านหน้าอกกอบกุมมือก้องบดินทร์พร้อมให้สัญญาว่าจะไม่ทิ้งให้ก้องบดินทร์ต้องเดียวดายอีกต่อไป
“ผมจะไม่ทิ้งคุณไปไหนอีกแล้ว... ผมสัญญา...” เกี่ยวกระหวัดนิ้วก้อยไม่คลาย สายตาหยุดนิ่งที่เสี้ยวหน้าหวาน ก่อนจรดจมูดสูดกลิ่นกายรัญจวนเข้าปอด เขาบอกรักก้องบดินทร์แล้วกู๊ดไนท์คิส
“ผมรักคุณมากนะก้อง”
“ผมก็รักคุณมากเช่นกันพี...”
-----------------------------------
edit @ 10 Sep 2010 11:42:52 by tang057