2009/Dec/11

 

ตอนที่ 2 : ใครเริ่มก่อน

 

                หลังจากที่ขับขี่หลีกหนีความวุ่นวายมาเป็นระยะทางหลายกิโล รถมอเตอร์ไซต์คันสีน้ำเงินก็แล่นมาจอดสงบนิ่งภายใต้ร่มไม้ใหญ่ของสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง

                "ก้องๆ" คนขับส่งเสียงเรียกและเขย่ามือเล็กที่กอดเอวเขาไว้แน่นตลอดทางอย่างเบาๆ เหมือนกับจะปลุกให้ตื่นจากฝันร้าย

                "พี่พาผมมาที่ไหนกันเนี่ย" เสียงสะลึมสะลือที่ตอบกลับมาบ่งบอกให้รู้ว่าเขาเผลอหลับไปจริงๆ หลับอยู่ในท่าที่เอนตัวซบแผ่นหลังกว้างๆ นั่นแหละ

                "พี่พานายมาสวนสาธารณะ บรรยากาศเย็นๆ สบายๆ แบบนี้ บางทีอาจจะทำให้นายใจเย็นลงบ้าง" เหมือนจะปลอบโยนแต่ก็แอบสั่งสอนไปในตัว ผู้ชายคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ

                ก้องบดินทร์ถอดหมวกกันน็อคออก แล้วรีบตักตวงความสดชื่นจากธรรมชาติเข้าสู่ปอด ก่อนจะเหวี่ยงขาลงจากรถ

                "พี่ว่าผมใจร้อนเหรอ" เสียงนุ่มๆ ถามขึ้นในขณะที่ส่งหมวกกันน็อคคืนให้เจ้าของ

                "ก็ไม่รู้สิ เพียงแต่พี่คิดว่าน้องไม่น่าหนีปัญหามาแบบนี้ ถ้ามีความขับข้องใจอะไร ก็น่าจะเคลียร์ๆ กันให้จบๆ ซะก่อน" ร่างสูงผอมตวัดขาตามลงมาแล้วครอบหมวกกันน็อคไว้ที่กระจกรถ

                "ผมก็บอกเขาตั้งหลายรอบแล้ว แต่เขาก็ยังทำแบบเดิมๆ อีก ผมล่ะเบื่อจะพูดแล้ว" ก้องบดินทร์หน้ามุ่ยลงอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางกระบึงกระบอนแบบนี้ ถ้าพีรวิชญ์มาเห็นเข้าคงต้องจับจูบอีกแหงๆ

                "เขาทำแบบนั้นเพราะเขารักน้องรึเปล่า"

                "ก็ไม่รู้อ่ะ รู้แต่ว่าผมไม่ชอบที่เขากับผมแบบนั้น ผมไม่ชอบที่เขาไปป่าวประกาศให้คนอื่นๆ เขารับรู้"

                "เฮ้อ... ความรักเนี่ย บางทีมันก็เข้าใจยากนะ คนนึงต้องการอีกอย่าง คนนึงอยากจะได้อีกอย่างโดยไม่คิดที่จะหันหน้ามาพูดคุยกันดีๆ สุดท้ายแล้ว ความรักมันก็ติดปีกบินหนีห่างจากเราไป" นุติแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่มีกลุ่มเมฆขาวกระจัดกระจายตัวกันออกไป

                "พี่พูดอย่างกับว่าพี่เคยมีความรัก"

                "มีสิ อยู่มาตั้งยี่สิบแปดฝนแล้ว ไม่มีก็คงจะแปลกแล้วล่ะ" นุติหันมายิ้มให้ก้องบดินทร์อย่างอ่อนโยน จนหัวใจของก้องบดินทร์เกิดความรู้สึกไหวหวั่นแปลกๆ

                "แล้วความรักครั้งแรกของพี่มันเป็นยังไงเหรอ"

                "เอาตั้งแต่รักครั้งแรกเลยเหรอ ถ้าเป็นยังงั้นคงต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยประถม" ผู้เล่าแอบอมยิ้มเมื่อต้องย้อนอดีตไปไกล เขาก้าวเดินไปทรุดตัวลงนั่งยังม้ายาวใต้ต้นไม้โดยมีหนุ่มร่างเล็กเดินมานั่งอยู่เคียงข้าง สีหน้าท่าทางบ่งบอกถึงความตั้งอกตั้งใจในการที่จะฟังเรื่องราวเหมือนจะเก็บรวบรวมข้อมูลไปทำรายงานอย่างไรอย่างนั้น

                "เล่ามาสิพี่ ผมอยากฟัง"

                "ความรักของพี่เกิดขึ้นครั้งแรกตอนป.4 มันก็เป็นความรักแบบเด็กๆ น่ะ พี่ชอบเธอเพราะว่าเธอเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วันสุดท้ายของการสอบอ่ะนะ พี่ลืมเอายางลบมา  ก็ได้ยางลบของเธอเนี่ยแหละมาใช้ เธอบอกว่าเธอเอามาเผื่อ เผื่อว่ามีใครบางคนในห้องลืมเอามา แล้วก็มีคนลืมเอามาจริงๆ ด้วย ก็คือพี่เนี่ยแหละ แต่สุดท้ายยางลบก้อนนั้น พี่ก็ไม่ได้คืนเธอ เพราะพี่ลืม เหอะๆ" คนขี้ลืมเกาต้นคอตัวเองอย่างเขินๆ เมื่อเปิดโปงข้อเสียของตัวเองออกไป

                "งั้นยางลบก้อนนั้น ปัจจุบันมันก็ยังอยู่กับพี่ใช่ไหมครับ"

                "ใช่ ยางลบก้อนนั้นมันก็ยังอยู่กับพี่ ก็เหมือนกับความทรงจำที่มันยังคงตรึงอยู่ในหัวใจมิเคยเลือนหาย"

                "ตอนแรกอ่ะ ผมก็นึกว่าพี่จะชอบผู้ชายซะอีก" ก้องบดินทร์ผ่อนลมหายใจออกมาเหมือนปมแห่งความกังวลถูกคลายออกไปหนึ่งเปราะ

                "ก็ไม่รู้สิ พี่ก็ยังบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันนะ เพราะพี่เองก็เคยมีแฟนมาแล้วทั้งที่เป็นผู้หญิงและก็ผู้ชาย... นี่ๆๆ รู้อย่างนี้แล้ว ยังจะกล้าซ้อนมอเตอร์ไซค์พี่กลับหอพักอีกรึเปล่า" ลูกแก้วแววใสสีสนิมเหล็มเลื่อนมาสบมองหน้าคนตัวเล็ก ก่อนจะกระแซะไหล่บางอย่างหยอกเย้า

                "มาด้วยกัน ก็ต้องไปด้วยกันสิพี่ พี่จะทิ้งผมซะแล้วเหรอ"

                "พี่น่ะไม่ทิ้งนายหรอก พี่ก็แค่อยากรู้ว่านายจะทิ้งพี่หรือเปล่าก็เท่านั้น"

                "ผมไม่ทิ้งพี่หรอกครับ คุยกับพี่แล้วรู้สึกดีกว่านายพีรวิชญ์นั่นตั้งเยอะ"

                "คนเราแต่ละคนเนี่ยเอาไปเปรียบกันไม่ได้หรอกนะ เพราะแต่ละคนก็ย่อมมีทั้งมุมที่ดี และมุมที่ไม่ดี มันอยู่ที่ว่าใครจะแสดงมุมไหน ออกมาให้ใครดูเท่านั้น"

มือหนาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบเครื่องดนตรีสีเงินขึ้นมาจ่อตรงบริเวณริมฝีปากก่อนจะเป่าลมและขยับมือเพื่อให้เกิดท่วงทำนองที่เหงาเศร้า

                "พี่เป่าเมาท์ออร์แกนเป็นด้วยเหรอ เก่งจัง ผมอยากเล่นเป็นมั่งง่ะ"

นุติเบนสายตาหันมามองก้องบดินทร์ที่มีท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กได้เจอของเล่นชิ้นใหม่ ก็เกิดรอยยิ้มขึ้นในแววตา เขาถอนเมาท์ออร์แกนออกจากเรียวปากอย่างช้าๆ ก่อนจะเอ่ยถามหนุ่มน้อยว่า...

                "อยากเล่นเหรอ พี่สอนให้เอาไหม"

                "เอาสิ!!"

                เมาท์ออร์แกนที่สัมผัสโดนปากของนุติไปแล้วคราวนี้จึงไปสัมผัสโดนริมฝีปากบางๆ ของก้องบดินทร์บ้าง ดูเผินๆ ก็เหมือนกับเป็นการจูบทางอ้อมเพียงแต่คนตัวเล็กไม่รู้ตัวเท่านั้น

                นุติใช้เวลาสอนเพียงไม่นาน ก้องบดินทร์ก็สามารถที่จะเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้ นับว่าเป็นคนที่เรียนรู้อะไรได้ไวจริงๆ

                และบทเพลงแรกที่ก้องบดินทร์ขอให้นุติสอนให้ ก็คือเพลง Happy Birthday

                "ทำไมถึงอยากเป่าเพลง Happy Birthday ล่ะ เพราะคิดว่ามันง่าย หรือเพราะว่าจะเอาไว้เซอร์ไพรส์ใคร" ถามออกไปทั้งๆ ที่ในหัวใจปวดปร่าเพราะรู้ว่าคำตอบคงหนีไม่พ้นช้อยท์ที่สอง และมันก็เป็นอย่างที่เขาคาดเดาเอาไว้จริงๆ

                "ผมจะเอาไว้เป่าในวันเกิดของพีรวิชญ์ เขาต้องแปลกใจแน่ๆ ที่เห็นผมเล่นดนตรีได้"

                "จริงๆ แล้วในหัวใจของนายก็ไม่เคยลืมพีรวิชญ์ไปแม้สักวินาทีสินะ ถึงแม้ว่าเขาจะทำให้นายรู้สึกอึดอัดใจก็ตาม"

                "ก็ไม่รู้สิพี่ ผมก็แค่อยากตอบแทนอะไรเขาบ้าง" ก้องบดินทร์ก้มลงไปมองรองเท้าผ้าใบที่พีรวิชญ์ซื้อให้ในวันเกิดของเขา แล้วก็ลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงหน้าโหดๆ ของคนซื้อ

                "เดี๋ยวพี่สอนให้นายก็แล้วกัน" ลำแขนแกร่งโอบพาดบ่าก้องบดินทร์

แม้ว่าจะรู้สึกแปลกๆ แต่คราวนี้ก้องบดินทร์กลับไม่ได้ขัดขืน มือใหญ่สัมผัสลงบนมือเล็กเพื่อช่วยเขาประคับประคองเมาท์ออร์แกนไปให้ถูกทิศทางจนเกิดเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะอ่อนหวาน

 

                ทางด้านพีรวิชญ์ก็ขับรถกลับมาคฤหาสน์สีขาวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เสียงบีบแตรแผดลั่นไปถึงข้างใน คนรับใช้จึงรีบกระวีกระวาดออกมาเปิดประตู เสียงล้อครูดกับพื้นคอนกรีตดังเอี๊ยดอ๊าด ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปจอดดับเครื่องร้อนภายในโรงรถขนาดใหญ่ที่สามารถจอดรถเรียงกันได้ 6 คัน

                "นี่พี่พัฒน์เขาไม่ได้ไปทำงานเหรอ" น้องชายต่างสายเลือดถามขึ้นเมื่อเห็นว่ารถปอร์เช่สีบรอนซ์เงินยังจอดสงบนิ่งอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อตอนเช้าตรู่

                "ไปแล้วค่ะ แต่กลับมาก่อนเวลาเลิกงาน"

                "แล้วตอนนี้เขาอยู่ไหน"

 "อยู่ข้างบนห้องค่ะ เห็นบอกว่าจะคุยงานกับเลขาฯ คนใหม่ ห้ามให้ใครขึ้นไปรบกวน"

                "เหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน นี่ก็คงจะนอนคุยกันเหมือนเดิมสินะ"

                "มันไม่เหมือนเดิมน่ะสิคะ เพราะคราวนี้เลขาฯ คนใหม่ของคุณพิพัฒน์เป็นผู้ชายค่ะ" คนรับใช้ในบ้านจีบปากจีบคอรายงานทุกความเคลื่อนไหวอย่างละเอียดยิบ จนน่าจะไปเป็นนักข่าวมากกว่าจะมาใช้แรงงานปัดกวาดเช็ดถูบ้าน

                "หะ อะไรนะ นี่พี่พัฒน์พาผู้ชายเข้าบ้านเหรอ" พีรวิชญ์เบิกตากว้างอย่างประหลาดใจเพราะไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าพิพัฒน์จะแอบมีรสนิยมรักร่วมเพศด้วย

                "ค่ะ อิชั้นเนี่ย เห็นมากับตาเลยนะคะ เดินโอบเอวกันมาด้วยค่ะ"

                "เอาเถอะๆ ปล่อยเขาไปเถอะ เธอมีงานอะไรค้างอยู่ก็ไปทำเถอะไป" หันไปสั่งคนใช้ให้รีบไปให้พ้นหูพ้นตา เพราะว่าเขาอยากจะใช้เวลาอยู่เงียบๆ คนเดียว

                "ไม่มีแล้วค่ะ ตอนนี้ว่าง"

                "ว่างเหรอ งั้นฉันเพิ่มงานให้เธอก็แล้วกัน ไปขัดสระว่ายน้ำหลังบ้านนู่นไป" ชายหนุ่มชี้นิ้วสั่ง และก็ตวาดด้วยเสียงอันดัง จนคนรับใช้ลนลานรีบผละออกไปจากที่ตรงนั้น

                เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมากวนใจแล้ว พีรวิชญ์ก็เดินตรงเข้าไปภายในบ้าน เขาถอดรองเท้าหุ้มส้นเก็บเข้าตู้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงบนเก้าอี้บาร์ทรงสูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์รูปตัว L จากนั้นก็คว้าแก้วเหล้าทรงก้านที่แขวนอยู่เหนือศีรษะลงมาวางบนบาร์ไม้ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบขวดแก้วที่บรรจุน้ำสีอำพันขึ้นมาเปิดจุก และค่อยๆ รินลงยังที่รองรับวาวใส

                ชายหนุ่มกระดกพรวดเดียวจนไม่เหลือหยดน้ำสีอำพันเกาะปลายแก้ว แม้จะรู้ดีว่าฤทธิ์ของแอกอลฮอล์มันร้ายแรงเพียงใด แต่เขาก็ยังฝืน ฝืนที่จะดื่ม ทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดจะแตะมันนับตั้งแต่วันแรกที่ได้ลองลิ้มแล้วเกิดผดผื่น

                ความขมปร่าที่ไหลผ่านลำคอที่แห้งผาก พอที่จะทำให้พีรวิชญ์ลืมความทุกข์ที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจได้ชั่วขณะหนึ่ง

มันก็ดับความร้อนรุ่มในกายได้เพียงแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นนั่นล่ะ เพราะเพียงไม่นานพีรวิชญ์ก็เห็นใบหน้าก้องบดินทร์ลอยวนเวียนอยู่รอบทิศ ไม่ว่าจะหมุนตัวไปทางไหนก็เห็นแต่หน้าก้องบดินทร์

                "ก้องบดินทร์ ทำไมคุณถึงทำกับผมแบบนี้"

                //เปรี๊ยะ!!//

                เสียงแก้วที่ตกกระทบกับพื้นกระเบื้องด้านล่างดังลอดเข้าไปถึงในภายในห้องนอนที่เย็นฉ่ำด้วยเครื่องปรับอากาศ ร่างสองร่างที่นอนบดเบียดกันอยู่บนฟูกถึงกับหยุดกิจกรรมทั้งมวล แล้วก็หันไปมองยังทิศทางของเสียง

                พิพัฒน์คิดเอาเองว่าคงเป็นความซุ่มซ่ามของคนรับใช้จึงเบือนหน้ากลับมาบอกกับคนที่นอนอยู่ใต้ร่างของเขา ไม่ให้ไปสนใจกับเสียงที่ดังขึ้นมาขัดจังหวะของการเสพสม

"ไม่มีอะไรหรอกมั้ง ยัยจุ๋ม มันคงซุ่มซ่ามทำแก้วแตกนั่นแหละ"

"แต่เมื่อกี้ผมได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาในบ้าน บางทีอาจจะเป็นฝีมือของน้องชายพี่ก็ได้นะ"

"เอาเหอะ ปล่อยมันไป พี่ไม่ค่อยอยากไปยุ่งกับมันสักเท่าไหร่หรอก ต่างคนต่างอยู่อย่างนี้ล่ะดีแล้ว นายเองก็ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก มาสนุกกันต่อดีกว่า..."  ไฟแห่งราคะกลับมาลุกโหมกระพือขึ้นอีกครั้งโดยไม่คิดจะสนใจกับสรรพเสียงใดๆ ที่ดังแทรกเข้ามารบกวน

บริเวณชั้นล่างเศษแก้วที่แตกกระจายยังไม่ได้รับการเก็บกวาด เพราะคนรับใช้ก็มัวแต่ไปทำความสะอาดสระว่ายน้ำอยู่หลังบ้าน ร่างสูงที่ไร้สติสัมปะชัญญะเดินโงนเงนมาทิ้งตัวลงบนโซฟายาวและผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนพลบค่ำ เมื่อพี่ชายต่างสายเลือดเดินลงมาพร้อมกับเลขาฯ คนใหม่ พอได้มาเจอสภาพน้องชายนอนแผ่เหยียดแข้งเหยียดขาเหมือนหมดอาลัยตายอยากก็ส่ายศีรษะอย่างระอาใจ

"คงแข่งแพ้มาอีกล่ะสิ เฮ้อ..."  พิพัฒน์ทึกทักไปเอง ก่อนจะเดินไปเขย่าตัวเพื่อปลุกน้องชายให้ตื่น ทั้งๆ ที่ตอนแรกก็ว่าจะไม่สนใจแล้ว แต่เพราะเห็นแก่วิญญาณพ่อ เลยจำต้องยอมดูแลเจ้าพีมันบ้าง

"พีรวิชญ์!!" หนุ่มผิวขาวรูปร่างผอมบางที่ยืนเคียงข้างพิพัฒน์เรียกชื่อขึ้น ทำให้พิพัฒน์ตวัดสายตาอันคมดุราวกับเหยี่ยวหันมามองหน้าสาธิษฐ์ด้วยความรู้สึกฉงน

"นายรู้จักน้องชายฉันด้วยเหรอ"

"เขาเป็นเพื่อนของผมสมัยมัธยมน่ะครับ เอ... แต่ทำไมนามสกุลของเขากับพี่ถึงไม่เหมือนกันล่ะ" เพื่อนร่วมชั้นของพีรวิชญ์สมัยอยู่โรงเรียนประจำชายล้วนเอ่ยถามเจ้านายของตัวเอง

"ก็เพราะว่าเราสองคนเป็นลูกคนละแม่ แล้วตาพีเนี่ยก็ใช้นามสกุลของแม่เขา" พิพัฒน์ช่วยไขข้อข้องใจ ก่อนจะหันไปเขย่าตัวพีรวิชญ์อีกครั้งโดยเพิ่มความแรงมากกว่าเดิม

"ก้อง... อย่าทิ้งผมนะ..." ยังไม่ทันที่จะลืมตา ก็ออกอาการพร่ำเพ้อเรียกหาคนรัก

"แข่งแพ้แล้วยังโดนแฟนทิ้งอีก มิน่าล่ะถึงได้มีสภาพอย่างนี้" พิพัฒน์ยกนิ้วขึ้นมาถูปลายจมูกเมื่อได้กลิ่นของแอลกอฮอล์โชยออกมาจากโพรงปากของน้องชาย

"คนที่ชื่อก้องนี่เขาเป็นแฟนของพีหรือครับ" สาธิษฐ์ซักไซ้ด้วยความอยากรู้ แต่ดูเหมือนว่าพิพัฒน์ไม่ค่อยอยากจะพูดถึง เลยตอบแบบขอไปที

"ก็คงงั้นมั้ง ว่าแต่เราเถอะทำไมถึงอยากรู้เรื่องของนายพีเขาจัง เคยมีอะไรกันมาก่อนรึเปล่า"

"เปล่าพี่ ผมกับพีก็แค่เพื่อนกัน เพื่อนกันเท่านั้นจริงๆ พี่"

"ก็ดีแล้วล่ะ เป็นแค่เพื่อนกันน่ะดีแล้ว เพราะถ้าฉันจับได้ว่านายสองคนมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งเกินกว่านั้น ฉันคงไม่ต้องบอกนายนะ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น" ดวงตาคู่โตที่หรี่เพ่งมองมา ทำเอาสาธิษฐ์ยืนแทบไม่อยู่ สายตาพิฆาตของพิพัฒน์นี่น่ากลัวชะมัด จะลาออกตอนนี้ก็เสียดายเงินหลายหมื่นที่จะได้รับในแต่ละเดือน

"ก้อง... ก้อง..." ร่างที่นอนเหยียดยาวยังที่ไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้น จะมีก็แต่ปากเท่านั้นที่ขยับพร่ำเพ้อเรียกคนรัก จนพิพัฒน์ก็เริ่มเบื่อที่จะปลุก เลยปล่อยทิ้งน้องชายไว้ที่โซฟาตัวนั้น ก่อนจะฉุดแขนสาธิษฐ์ให้ก้าวเดินตามเขาออกไปนอกบ้าน โดยที่พิพัฒน์ไม่รู้เลยว่าขณะที่ผละจากที่ตรงนั้น สาธิษฐ์ได้แอบเหลียวหน้ามองพีรวิชญ์ด้วยสายตาที่เป็นห่วงเป็นใย

++++++++++++++++

                "ก้อง!!... ก้อง!!..."  นุติเขย่าต้นขาคนที่นั่งหลับแล้วเอนหัวซบไหล่เขาเบาๆ

                ก้องบดินทร์ค่อยๆ เอนหัวออกห่างจากไหล่ของนุติอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เปิดเปลือกตาทอดมองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสี ความมืดมิดเริ่มเข้ามาแย่งชิงพื้นที่แสงแดดอ่อนอันอบอุ่น หมู่นกกาบินผกโผกลับคืนสู่รังเฉกเช่นเดียวกลับมนุษย์ที่ต้องกลับไปพักผ่อนเพื่อเก็บแรงไว้ต่อสู้ในเช้าวันใหม่ แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์ทุกคนหรอกนะที่จะเป็นแบบนี้ เพราะสำหรับใครบางคนแล้ว ยามรัตติกาลกลับเป็นเวลาเริ่มต้นในการที่จะปฏิบัติภาระหน้าที่

                "กลับไปหลับต่อที่หอเถอะ เดี๋ยวพี่ไปส่ง" ขณะที่นุติกำลังจะลุกขึ้นจากม้านั่งนั้น เสียงริงโทนจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นมาสอดรับเข้ากับบรรยากาศและความรู้สึกในช่วงนั้นของเขาพอดี

                // นี่คือเหงา นี่แหละเหงา นี่คือความจริงที่ได้เจอ เจ็บปวดทรมานลึกลงข้างในใจ... //

                พอเลื่อนสายตาลงมามองชื่อของคนที่โทรเข้า เขาก็รีบเดินหลบให้พ้นจากจุดที่ก้องบดินทร์นั่งอยู่ จากนั้นก็ยกมือขึ้นป้องปากโต้ตอบกับปลายสายเหมือนกลัวว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า

                "ไอ้นุติ มึงอยู่ไหนเนี่ย"

                "อยู่สวนสาธารณะ..."

                "ไปรำลึกถึงอดีตรึไงมึง" เมื่อสะกิดโดนแผลเก่าในหัวใจ ก็ทำเอานุตินิ่งเงียบไปชั่วครู่

                ใช่ เขาเคยมีอดีตกับใครบางคน ณ ที่แห่งนี้ และเขาก็รู้ รู้ดีว่าที่แห่งนี้ก็กำลังจะกลายเป็นอดีตสำหรับเขาและใครอีกคนหนึ่ง คนที่นั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่ตรงนู้นไง

                 "มึงรีบมาเลยนะเว่ย หัวหน้าเขาอยากเจอมึงด่วน เขามีงานให้มึงทำ"

                "แต่กูต้องไปส่งเพื่อนก่อน"

                "เพื่อนมึงไม่มีขารึไง กลับบ้านเองไม่เป็นเหรอวะ"

                "ก็ได้ๆ เดี๋ยวกูจะรีบไปละกัน แค่นี้นะ" นุติตัดสายทิ้งอย่างไม่สบอารมณ์ที่ดันมีงานเข้าในช่วงเวลาที่เขากำลังมีความสุข

                เขาไม่อยากให้ความสุขที่มีอยู่ต้องด่วนจากไป แต่จะทำยังไงได้เล่า เรื่องงานยังไงก็ต้องมาก่อนเรื่องรักเสมอ ก็เพราะอย่างนี้แหละถึงทำให้เขากับอดีตคนรักตัดสินใจแยกทางเดินกัน

 

                "เอ่อ... ก้อง... คือ พี่คงไปส่งก้องไม่ได้แล้วล่ะ พอดีพี่มีธุระด่วนต้องรีบไปทำ เอ่อ... ก้องกลับหอพักเองได้ไหม" เสียงของนุติพลันอ่อนลง หัวใจเหมือนถูกบีบคั้นให้จำต้องพูดประโยคนั้นออกไป

                "ได้ครับพี่ พี่ไปทำธุระเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผมหรอกนะ ผมกลับเองได้" ถึงกระนั้นก้องบดินทร์ก็ยังคงรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่สาดทอออกมาจากแววตาของอีกฝ่าย

ก้องบดินทร์ระบายยิ้มตอบกลับไปให้นุติเพื่อให้เขาสบายใจ และก่อนที่ก้องบดินทร์จะผละจากใต้ร่มไม้ใหญ่มา ก็ได้บอกกล่าวให้นุติรับรู้ว่า...

"ผมดีใจมากนะครับที่ได้มาที่นี่กับพี่ ขอบคุณมากนะครับสำหรับช่วงเวลาที่ดีๆ ถ้ามีโอกาส เราคงได้พบกันอีก"

"แล้วพี่จะติดต่อนายได้ยังไง" นุติอยากจะได้เบอร์โทรศัพท์ไว้ติดต่อ แต่ก้องบดินทร์กลับไม่ได้ให้ ก็ไม่รู้ว่าเขาคิดผิดหรือเปล่าที่เขาตอบคำถามของนุติออกไปแบบนี้...

"ผมบอกที่ตั้งหอพักกับพี่ไปแล้วนี่ครับ ถ้าพี่อยากเจอก็มาหาได้"

"แล้วยังไง พี่จะแวะไปหานะ วันนี้พี่คงต้องขอตัวไปก่อน"

ก้องบดินทร์จึงเดินไปส่งนุติที่รถมอเตอร์ไซค์คู่กายของเขา นุติหันมาโบกมือลาก้องบดินทร์ก่อนจะบิดกุญแจสตาร์ทเครื่อง สายตาของก้องบดินทร์ทอดมองออกไปไกลจนกระทั่งแผ่นหลังกว้างๆ ของนักบิดลับหายไปจากแนวสายตา จึงได้ย่างเท้าก้าวเดินไปยังป้ายรถเมล์เพื่อต่อรถเมล์กลับไปยังหอพัก

เมื่อกลับมาถึงหอพักแล้วก็กดเปิดโทรศัพท์มือถือหลังจากที่ปิดมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่มีเรื่องกับพีรวิชญ์ พอก้องบดินทร์เปิดเครื่องก็เห็นว่ามิสคอลจากพีรวิชญ์เกือบร้อย ไหนจะยังมีแมสเสจที่ส่งมาถามไถ่จนเต็มหน่วยความจำ ยังไม่นับรวมถึงเสียงฝากข้อความแบบกระโชกโฮกฮาก ที่เปิดฟังทีไรก็ต้องสะดุ้งทุกที

// "ก้องบดินทร์ คุณอยู่ไหน แล้วไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร" //

"ผมจะไปไหนกับใคร มันก็เรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับคุณซะหน่อย ฮึ่ย!!"  คนตัวเล็กเขวี้ยงโทรศัพท์ลงบนที่นอน ก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวที่แขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าขึ้นมาพาดบ่า แล้วเดินไปอาบน้ำในห้องน้ำ จากนั้นก็กลับมานอนสลบไสลบนเตียงเพียงลำพัง เพราะเพื่อนร่วมห้องซึ่งเป็นบุรุษพยาบาลมักไม่ค่อยกลับมานอนที่หอพักที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้สำหรับพนักงานสักเท่าไหร่

 

ทางด้านพีรวิชญ์หลังจากที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแล้ว ก็รีบล้างหน้าล้างตาแล้วคว้ากุญแจรถออกไปอีกครั้ง เขาเดินสวนทางกับพิพัฒน์ที่เพิ่งกลับจากการไปส่งสาธิษฐ์

"นี่มันสี่ทุ่มแล้วนะ แกจะออกไปไหนอีก" พิพัฒน์รั้งแขนพีรวิชญ์เอาไว้แต่กลับโดนสะบัดออก

"ผมจะไปไหน มันก็เรื่องของผม ทีพี่ออกจากบ้าน ตีหนึ่ง ตีสอง ผมยังไม่เคยถามเลย"

"แต่พี่เป็นห่วงแกนะ"

"คนอย่างพี่พิพัฒน์เนี่ยห่วงใครเป็นด้วยเหรอ... ถ้าพี่ห่วงคนอื่นจริงๆ คงไม่มีใครเขาทิ้งพี่ไปหร็อก ลูกเมียพี่ที่อยู่เมืองนอกน่ะ พี่เคยห่วงเขาบ้างไหม" คำพูดที่เปรียบเสมือนเป็นบูมเมอร์แรง เมื่อขว้างออกไปแล้ว มันก็มักจะย้อนกลับมาหาตัวผู้พูดเสมอ

"แล้วแกล่ะ พีรวิชญ์ แกเคยห่วงความรู้สึกของก้องบดินทร์เขาบ้างรึเปล่า..." คนที่โดนเข้ากับตัว ต่างก็รู้สึกเจ็บไม่แพ้กัน

"ก็ก้องบดินทร์เขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ผมก็ควรจะโต้กลับคืนไปบ้าง ไม่ใช่เหรอ"

"แกแน่ใจเหรอว่าเขาเริ่มก่อน" พิพัฒน์เพิ่งจะได้รับรู้เรื่องราวก็ตอนที่ไปนั่งดูโทรทัศน์ที่บ้านของสาธิษฐ์ ภาพทุกภาพที่เกิดขึ้นในสนามกีฬาถูกถ่ายทอดผ่านสื่อออกมาหมด ไม่มีตัดตอนเลยแม้แต่เสี้ยววินาที และเขาก็เข้าใจสภาพของจิตใจของก้องบดินทร์ดี เพราะตัวเขาเองก็มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ต้องพบปะผู้คนอยู่บ่อยๆ ฉะนั้นแล้ว เรื่องแบบนี้บางทีมันก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยให้ใครรับรู้ เพราะว่ามันไม่ได้ส่งผลดีให้กับใครเลย จะมีก็แต่นักข่าวเท่านั้นที่มันขายข่าวได้

"ฮึ่ย!!"

พีรวิชญ์ก็ยังคงเป็นเด็กดื้อเหมือนเดิม เขาไม่เคยยอมฟังใคร นอกจากเสียงของหัวใจตัวเองที่เรียกร้องมาเท่านั้น คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเลยได้แต่ส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยอ่อนที่จะสั่งสอน ทำได้เพียงแค่ยืนมองดูพีรวิชญ์ขับรถออกไปอย่างเงียบๆ

อะไรจะเกิด ก็คงต้องปล่อยให้มันเกิดไป ปัญหาของใคร ใครคนนั้นก็ต้องแก้เอาเอง ส่วนวิธีทางแก้ปัญหา มันก็คงจะเป็นเรื่องยากที่จะไปชี้แนะกับคนที่ไม่เคยยอมฟังอะไร

 

                พีรวิชญ์ขับรถเข้ามาจอดยังหน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในย่านของชาวสีม่วง เขาเปิดประตูและก้าวขาลงจากรถด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนคนที่พร้อมจะกระทำตามแผนการณ์ร้ายที่ตนเองได้วางไว้เพื่อยั่วให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพที่ร้อนรนทุรนทุรายเหมือนอย่างที่เขาได้ประสบมา

                "จะรับอะไรดีครับ" พนักงานเสิร์ฟหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นลูกค้าเดินเข้ามานั่งในร้าน

                "เบียร์เย็นๆ สักแก้วก็แล้วกัน" พีรวิชญ์ก็ออกปากสั่งไปอย่างงั้นเองโดยไม่ได้คิดที่จะดื่มจริงๆ จังๆ เพราะว่าการที่เขาเข้ามาในร้านนี้ ไม่ได้เข้ามาเพื่อดื่ม หากแต่ประสงค์จะทำอย่างอื่นมากกว่า

                "เอ่อ... น้อง พี่ขอเด็กนั่งดริ๊งค์สักคนสิ"

                "ได้ครับพี่ เดี๋ยวผมจัดให้" ว่าแล้วพนักงานเสิร์ฟก็ตะโกนและกวักมือเรียกเด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักที่กำลังนั่งคุยกับบาร์เทนเดอร์ให้ลุกมาทำงาน

"คิม!! ว่างอยู่ใช่ไหม มานี่"

เด็กหนุ่มวัยสักประมาณยี่สิบต้นๆ เดินก้าวเข้ามานั่งคลอเคลียพีรวิชญ์อย่างชำนาญงาน มือนิ่มลูบไล้ไปตามหน้าอกของพีรวิชญ์ และค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมา แต่โดนพีรวิชญ์ตะปบมือเอาไว้เสียก่อน นัยน์ตาคมวาวจับจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาเรียวที่มีประกายแห่งความใคร่ลุกโชน

"น้องชื่อคิมใช่ไหม"

"ครับพี่ ผมชื่อคิม - คิมหันต์ ที่แปลว่าฤดูร้อนน่ะครับ" เสียงแหบเสน่ห์นั้นฟังดูเย้ายวนดีเหลือเกิน

"มิน่าล่ะ ดูท่าทางนายนี่เร่าร้อนน่าดู"

"ผมเร่าร้อนกว่าที่พี่คิดครับ โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง"

"จริงเหรอ ถ้างั้นก็ดีเลย เพราะพี่ต้องการแบบนี้อยู่แล้ว ว่าแต่คืนนี้น้องออกไปข้างนอกกับพี่ได้ไหม"

"ได้ครับพี่ เดี๋ยวผมบอกเจ้านายของผมก่อน" 

ขณะที่คิมหันต์เดินไปบอกเจ้านาย  พีรวิชญ์ก็เรียกพนักงานเสิร์ฟมาเก็บสตางค์ค่าเบียร์ที่ตัวเองไม่ได้แตะต้องเลยแม้สักนิด จากนั้นเขาก็พาคิมหันต์ขึ้นรถไปยังโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่ง...

               

                //รักแท้...รักคืออะไร?...ตับไตไส้พุง....หรือ....รักกางเกงที่นุ่ง ว่าดูสวยดี....//   เสียงริงโทนที่ดังมาจากมือถือที่สั่นครืดคราดอยู่บนหัวเตียง ส่งผลให้หนุ่มน้อยหลุดออกมาจากห้วงแห่งความฝัน มือเล็กเอื้อมคว้าเครื่องมือสื่อสารขึ้นมากดรับสาย แล้วกรอกเสียงงัวเงียๆ ลงไป

                "สวัสดีครับ" ก้องบดินทร์เงี่ยหูฟังเสียงตอบรับจากปลายสาย แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ตั้งใจโทรมาคุยกับเขา เพราะว่าเสียงที่ได้ยินผ่านหูโทรศัพท์นั้น มันเป็นเสียงร้องครางของคนสองคนที่กำลังมีความสุขกันกับเรือนร่างของคู่ขา

                "โอ๊ยยย... พี่พี เบาๆ หน่อยสิครับ ผมเจ็บ... อ๊าาา... พี่พี... อื๊อออ..." เสียงร้องครวญครางสลับกับการเรียกชื่อ ‘พีรวิชญ์' ทำเอาหัวใจของก้องบดินทร์แทบแหลกสลายเหมือนถูกฆ้อนขนาดใหญ่ทุบลงมาจนไม่เหลือชิ้นดี ความไว้เนื้อเชื่อใจแทบจะสูญหายไปในวินาทีนั้น ความอ่อนแอตีตื้นขึ้นมาคลออยู่รอบนัยน์ตา เพียงแค่กะพริบ หยาดน้ำใสๆ ก็รินไหลมาตามร่องแก้ม

                "อื้มมม... คิม นายตอบสนองพี่ดีมากๆ เลย พี่ชักชอบนายซะแล้วสิ... อ๊ะ"

                "ถ้างั้นก็เข้ามาในตัวผมลึกๆ สิครับ... อื้มมมม  อ๊าาาา..."

                "ได้... อ๊ะ.... อาาา..."

                ก้องบดินทร์ไม่อาจจะทนฟังเสียงครางกระเส่าอันน่าขยะแขยงได้อีกต่อไป เขาจึงรีบกดปิดมือถือ แล้วนอนขดซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าแพรผืนบาง ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจออกมาอย่างเต็มที่จนผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนชื้นแฉะไปด้วยคราบน้ำตา

 

                ทางด้านพีรวิชญ์เมื่อเอาคืนก้องบดินทร์ได้อย่างสาแก่ใจแล้ว ก็คว้ามือถือที่อยู่บนหัวเตียงขึ้นมาปิดเครื่อง ก่อนจะควักธนบัตรใบละพันจำนวนหกใบส่งให้กับคิมหันต์คนที่มารับบทเป็นคู่นอนจำเป็นในคืนนี้

                "ขอบคุณนะครับพี่สำหรับค่าตัวนักแสดง อยากเรียกใช้อีกเมื่อไหร่ ก็บอกได้นะ" คิมหันต์หยิบธนบัตรขึ้นมาจูบอย่างพึงพอใจที่วันนี้ไม่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว  ขายแต่เสียงเพียงอย่างเดียวก็ได้ตังค์ใช้แล้ว

                "ก็อาจจะในเร็วๆ นี้"

                "แล้วพี่ไม่คิดอยากจะมีอะไรกับผมจริงๆ บ้างเหรอ" นัยน์ตาเรียวรีชายมองพีรวิชญ์อย่างนึกเสียดาย เพราะผู้ชายคนนี้มีหน้าตาและรูปร่างดีกว่าผู้ชายหลายๆ คนที่เขาเคยนอนด้วย

                "ไม่ล่ะน้อง  ขอโทษทีนะ พี่มีอะไรกับน้องไม่ได้จริงๆ เพราะถ้าพี่จะมี พี่ก็จะมีกับคนที่พี่รักเท่านั้น พี่จะรอ... รอจนกว่าเขาจะพร้อมนั่นล่ะ"

                "เอาเป็นว่า ถ้ารอไม่ไหว ก็เรียกใช้ผมได้นะครับ ยินดีบริการให้ถึงที่เลยครับ"

                "เอิ่ม.... คิมเข้าใจที่พี่พูดบ้างไหมเนี่ย"

                "เข้าใจสิครับ เข้าใจว่าพี่ก็ยังรักแฟนพี่อยู่ แต่พี่อยากมีกิ๊ก เอ่อ... เอาเป็นว่า ผมขอตัวก่อนแล้วกันนะครับ หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีกในเร็วๆ นี้ ผมจะรอ... รอพี่ติดต่อกลับมานะครับ" คิมหันต์กระโดดหอมแก้มพีรวิชญ์ และโปรยจูบส่งท้าย ก่อนจะเดินออกจากห้องนั้นไป

                "นายไม่เข้าใจก็คงไม่แปลกหรอกคิมหันต์  เพราะขนาดพี่เอง พี่ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าพี่ทำอย่างนั้นลงไปได้ยังไง"  พีรวิชญ์เปรยขึ้นหลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลง 

ขายาวก้าวเดินไปทิ้งตัวลงนอนก่ายหน้าผากบนเตียงหนา และหลับตาลงเพื่อทบทวนการกระทำของตัวเอง ว่ามันสมควรแล้วหรือไม่ ที่โต้ตอบกับก้องบดินทร์ไปแบบนั้น

-----------------------------------

edit @ 11 Dec 2009 23:54:10 by tang057

2009/Dec/11

 Title : [Fic : พี + ก้อง] พรุ่งนี้ก็รักนาย
Author : แตง
Pairing : พีรวิชญ์ & ก้องบดินทร์
Rating : PG
Writer’s Note : เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนการของผู้เขียนนะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับบทประพันธ์ในละครแต่เพียงอย่างใด จะมีก็เพียงแค่ชื่อตัวละครที่ผู้เขียนนำมาใช้เท่านั้น

 

ตอนที่ 1 : รักแท้ ไม่แคร์สื่อ

 

ภายในสนามแข่งขันประลองความเร็วคราคร่ำไปด้วยหนุ่มสาวมากหน้าหลายตา เส้นทางที่คดเคี้ยวยาวเป็นกิโลๆ ช่างท้าทายผู้เข้าแข่งขันทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ยิ่งนัก เสียงเชียร์จากผู้คนบนอัฒจันทร์เป็นยาชูกำลังชั้นดี ทำให้นักแข่งหลายคนฮึดสู้ รวมไปถึงพีรวิชญ์ด้วย ที่งานนี้มีหวานใจดอดมาส่งแรงเชียร์กันถึงในห้องเก็บตัวของนักกีฬาเลยทีเดียว

"สู้ๆ นะครับ คุณพี" รอยยิ้มหวานที่ฉาบอยู่บนใบหน้ากลมของก้องบดินทร์ ทำให้พีรวิชญ์หัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้เห็น

"ขอบคุณนะ ที่อุตส่าห์ลางานมาดูผม จริงๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมาก็ได้นะ เพราะว่าผมไม่อยากให้คุณขาดงานโดยไม่จำเป็น" นัยน์ตาสีรัตติกาลสื่อความรู้สึกที่เป็นกังวลออกมา ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่เข้าใจ

"ทำไมคุณไม่อยากให้ผมมา หรือว่า คุณ.. คุณพากิ๊กมาดูใช่ม้า...." คนขี้งอนทำแก้มพองลม จนพีรวิชญ์อยากหยิกแก้มเนียนๆ นั่นสักทีเพื่อว่าอาการขี้งอน ขี้หึงมันจะลดลงไปบ้าง

"กิ๊ก เกิ๊ก อะไรเนี่ย ผมไม่มีหรอกคุณ คุณน่ะคิดมากอีกแล้ว ผมน่ะก็แค่อยากให้คุณเก็บวันลาพักร้อนไว้ เราจะได้ไปฉลองปีใหม่กันยาวๆ ไง" หนุ่มเจ้าเล่ห์ส่งสายตากรุ้มกริ่มใส่หนุ่มหน้าละอ่อน จนเขาต้องเบนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขิน เขารู้หรอกน่ะว่าความต้องการลึกๆ ของพีรวิชญ์มันคืออะไร เพราะตอนนี้พีรวิชญ์ก็ได้หัวใจของเขาไปหมดแล้ว จะขาดก็แต่เพียงร่างกายเท่านั้นที่เขายังไม่ยินยอม ยังไม่พร้อมที่จะประสานเพื่อรวมเป็นหนึ่งเดียว

"ผมรู้นะ ว่าคุณคิดอะไรอยู่"

"ถ้าคุณรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่ นั่นก็แปลว่า คุณเองก็คิดเหมือนอย่างที่ผมคิดล่ะสิ ใช่มะ" คิ้วดกเข้มเหนือดวงตาคู่โตเลิกสูงขึ้นอย่างยียวน

"นายนี่มันทุเรศ ทุเรศ ทุเรศ จริงๆ เลย ฮึ่ย" สองมือเล็กรัวกำปั้นลงบนแผ่นอกกว้าง ก่อนที่จะโดนเจ้าของร่างนั้นกระชากแขนเพื่อรั้งตัวเขามาประกบปากและตักตวงความหอมหวานจากกลีบปากนุ่มลงสู่ลำคอที่แห้งผากอย่างหื่นกระหาย

พีรวิชญ์เลียริมฝีปากของตัวเองทันทีหลังจากที่ถอนจูบจากก้องบดินทร์ราวกับจะเก็บหยดหยาดแห่งความหวานให้ซึมไปทั่วลิ้น ก่อนจะสอดแขนไปโอบกอดก้องบดินทร์จากทางด้านหลัง แล้วกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูเขาว่า...

"ขอบคุณมากนะครับ สำหรับยาชูกำลังชั้นดี"
                "พอได้แล้ว ผมอายคนอื่นเขา"

"คุณจะอายทำไม พวกนักแข่งคนอื่นๆ เขาก็ไม่รู้จักคุณซะหน่อย จริงม่ะ" แล้วริมฝีปากหนาๆ ของพีรวิชญ์ก็ค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงมาที่ลำคอของคนตัวเล็ก ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดต้นคอของก้องบดินทร์นั้นทำให้เขารู้ว่าพีรวิชญ์กำลังคิดจะทำอะไร  เขาจึงพยายามเอียงคอเพื่อหลบเลี่ยงการตีตราจองนั้น

"เมื่อกี้ยังไม่พออีกรึไง"

"ไม่เคยมีคำว่า ‘พอ' สำหรับผม โดยเฉพาะ... กับคุณ" เมื่อฝากรอยคิสมาร์คไม่ได้ คนเจ้าเล่ห์ก็เปลี่ยนมาขบเม้มที่บริเวณใบหูของก้องบดินทร์แทน

"คุณนี่มันน่าเกลียดจริงๆ เล้ย... หยึย" ร่างเล็กที่ถูกสองแขนแกร่งพันธนาการไว้ พยายามดิ้นรนเพื่อให้หลุดออกมาจากบ่วง แต่ยิ่งดิ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าบ่วงนี้ มันรัดตัวเขาแน่นขึ้นเท่านั้น

"คนนึงน่าเกลียด อีกคนนึงน่ารัก ผมว่ามันเป็นความต่างที่ลงตัวดีออกนะ คุณว่าจริงมะ"

"ไม่จริง!!" น้ำเสียงห้วนๆ กระแทกกระทั้นอย่างนี้แทนที่จะทำให้พีรวิชญ์โกรธขึง กลับทำให้เขาแสยะยิ้มออกมาได้

"คุณนี่ ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะ แต่ผมกลับชอบนะ เพราะมันทำให้ชีวิตของผมในแต่ละวันเนี่ย มีสีสันดี"

"คุณพี!! ปล่อยผมได้แล้ว" ว่าพลางแกะมือหนาที่เหนียวราวกับตีนตุ๊กแกออก แต่กลับโดนโอบกระชับแน่นขึ้น จนรู้สึกได้ว่าแผงอกกว้างๆ นั่นแนบชิดหลังของตน

"ผมไม่ปล่อย!!" ต่างฝ่าย ต่างก็เอาแต่ใจตัว ไม่มีใครยอมใคร จนท้ายสุดก้องบดินทร์ก็งัดไม้ตายขึ้นมาใช้เป็นข้ออ้าง

"แต่ผมปวดฉี่ จะให้ผมฉี่รดขากางเกงคุณเลยไหม"

"อ่ะ โอเคๆ ปล่อยก็ได้"

พีรวิชญ์คลายวงแขนที่กอดรัดออก ปล่อยให้คู่รักได้เป็นอิสระ แต่เขาก็มิวายกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นที่มุมปากโดยที่ก้องบดินทร์ไม่ได้เห็น เพราะทันทีที่หลุดจากอ้อมกอดของพีรวิชญ์ได้ ก้องบดินทร์ก็รีบก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าวออกไปจากห้องเก็บตัวนักกีฬาด้วยความอับอายที่ถูกกอดท่ามกลางสายตาของผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักก็ตามที

และทันทีที่เลี้ยวเข้าห้องน้ำชาย ก้องบดินทร์ก็กวาดสายตามองไปรอบๆ เพื่อหาที่ซ่อนตัว ก่อนจะตัดสินใจเข้าไปหมกตัวอยู่ในห้องน้ำย่อยด้านในสุดและลงกลอนอย่างรวดเร็ว เขาหอบใจจนตัวโยนที่หลุดพ้นจากหมาป่าเจ้าเล่ห์มาได้

"คุณนี่มันบ้าที่สุดเลย" แม้บ่นพึมพำต่อว่าออกมา เมื่อคิดถึงตอนที่โดนจูบ แต่ทว่า พวงแก้มเนียนใสกลับแดงระเรื่อราวกับลูกตำลึงสุก แถมหัวใจยังเต้นระรัวเหมือนยังตื่นเต้นไม่หาย

แล้วจู่ๆ เสียงเปิดก๊อกน้ำก็ดังขึ้นมาทำลายความเงียบสงัดในห้องน้ำชาย จนก้องบดินทร์ต้องกลั้นหายใจราวกับกลัวว่าคนที่อยู่ภายนอกจะเป็นพีรวิชญ์

ใบหูเล็กที่โดนขบเม้มไปเมื่อครู่เอียงแนบกับประตูห้องน้ำด้านในสุดเพื่อฟังสุ่มเสียง แต่แม้ว่าจะไม่เงี่ยหู เสียงสนทนามันก็ดังชัดเจนอยู่แล้ว เพราะบุคคลที่ยืนสนทนากันอยู่หน้าอ่างล้างมือไม่รู้ว่าคนที่ตัวเองพูดถึงจะอยู่ในห้องน้ำนี้ด้วย

 "กูเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าไอ้เชรี่ยพีแม่งเป็นเกย์ น่าขยะแขยงชะมัดยาดเลยว่ะ" หนุ่มผิวคล้ำผู้มีรูปร่างบึกบึนสมชายชาตรีเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน โดยมีเพื่อนสนิทร่วมวงการนักแข่งมาร่วมแบ่งปันความคิดเห็นที่เป็นไปในทางเดียวกัน

"เออ นั่นดิ ตอนที่แม่งจูบไอ้หน้าตี๋นั่นอ่ะนะ กูเงี้ย ขนลุกเกรียวเลยว่ะ" หนุ่มมาดแมนอีกคนแสร้งทำตัวสั่นสะท้านเหมือนหวาดผวา

"ธรรมชาติสร้างให้ผู้ชายคู่กับผู้หญิง แต่ไอ้พวกนี้ แมร่ง เสือกทำผิดกฎธรรมชาติ กูว่าแมร่งน่าจะตายๆ ไปซะให้หมดๆ อยู่ไปก็รกโลกว่ะ" พลวัตรหมุนข้อมือเพื่อปิดก๊อกน้ำแล้วเงยหน้ามองกระจก ก่อนจะใช้มือขวาเสยปอยผมที่ปรกหน้าขึ้นไปกันไม่ให้มันแยงลูกตา จากนั้นก็เลื่อนดวงตามาจ้องมองใบหน้าคมคายของตัวเองที่มีรอยยิ้มเหี้ยมๆ ประดับอยู่บนนั้นด้วยความหยิ่งทระนง

"ไอ้พล งั้นมึงก็เล่นแมร่งเลยดิวะในสนามแข่ง ไม่ต้องให้แมร่งกลับมาแข่งต่ออีกให้แมตช์หน้า" อัครินทร์เสนอแผนการณ์ชั่วร้ายขึ้นมา จนถูกพลวัตรตวัดสายตาหันมาจ้องมองอย่างตำหนิ

"ไอ้อัค มึงจะให้กูทำยังงั้นได้ไงวะ สนามแข่งนะโว้ย ถ้ากรรมการแมร่งจับได้ กูก็โดนเด้งออกจากการแข่งขันครั้งหน้าสิวะ ถ้ามึงคิดจะเล่นงานไอ้หมอนั่นล่ะก็ ของอย่างนี้ มันต้องเล่นกันนอกรอบโว้ย มันจะได้ไม่มีใครจับได้"

"มึงนี่แมร่งเลวรอบคอบจริงๆ เลยว่ะ"

"หึหึ" แล้วเสียงหัวเราะในลำคอของอัครินทร์ก็พลันสะดุดลง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนกำลังเดินเข้าห้องน้ำชายมา

"อ้าว พี่พี สวัสดีครับ" อัครินทร์แสร้งปั้นหน้ายิ้มแย้มทักทายและยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เมื่อกี้ ตอนที่เจอกันที่โต๊ะลงทะเบียน อัคก็ไหว้พี่ไปแล้วนี่ นี่.. ไม่ต้องไหว้บ่อยๆ ก็ได้นะ  พี่ไม่อยากแก่เร็ว"

"ครับๆ" อัครินทร์พยักหน้ารับ พลางยกมือเกาต้นคออย่างไม่รู้จะเอามือไม้ไปไว้ที่ไหน

"ว่าไงพล วันนี้น้องสาวนายมาดูรึเปล่า" พีรวิชญ์พยายามชวนพลวัตรที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นไล่กามาพูดคุยผ่อนคลายก่อนลงสู่สนามแข่ง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยอยากสนทนาพาทีกับพีรวิชญ์สักเท่าไหร่ จนอัครินทร์ต้องช่วยพูดแทนเพราะกลัวว่าพีรวิชญ์จะรู้สึกสงสัยในความเย็นชาเกินพิกัดของพลวัตรเข้า

"วันนี้น้องสาวของพล เขาติดสอบน่ะครับพี่ ก็เลยไม่มีใครมาส่งกำลังใจ"

"ไม่เป็นไรนะพล เพราะว่ากำลังใจ เราก็สามารถหาได้จากคนรอบข้าง อัคเองเขาก็เป็นกำลังใจให้นาย ฉันเองก็เป็นกำลังใจให้นายเหมือนกัน"

"คู่แข่งกัน มาเป็นกำลังใจให้กันเนี่ยนะ บ้าแล้ว!" แววตาดุดันสาดส่งมาจากดวงหน้าคมเข้มของพลวัตร ทำให้พีรวิชญ์ถึงกับผงะค้าง การเชื่อมสัมพันธไมตรีดูจะไร้ผล เมื่ออีกฝ่ายไม่เล่นด้วย ทั้งยังทำท่าโกรธขึงอย่างไม่มีเหตุผลอีกต่างหาก

"...ไปเว่ยอัค ไปลงสนาม"

ขนาดอัครินทร์มองแววตาของพลวัตรก็ยังรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ภายใน แล้วเหตุไฉนพีรวิชญ์ถึงยังทำหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อยู่อีก

หลังจากที่สองหนุ่มนักแข่งรถหน้าใหม่ของวงการได้เดินออกจากห้องน้ำชายไปแล้ว พีรวิชญ์ก็รีบสาวเท้าไปยังห้องน้ำด้านในสุดซึ่งเป็นห้องเดียวที่ปิดประตูอยู่ แล้วย่อตัวก้มลงมองผ่านช่องว่างด้านล่างของประตู พอเห็นรองเท้าผ้าใบสีขาวขลิบเทา ก็ระบายยิ้มบนใบหน้าทันที

รองเท้าผ้าใบคู่นี้ เป็นรองเท้าที่พีรวิชญ์ซื้อให้ก้องบดินทร์ในวันเกิดของเขา โดยให้เหตุผลว่า... "ผมอยากก้าวเดินไปกับคุณ ขอให้รองเท้าคู่นี้เป็นเสมือนของแทนใจของผม ว่าผมจะไม่มีวันแยกจากคุณไปไหนเป็นอันขาด ไม่ว่าคุณจะเจอภัยอันตรายใดๆ ผมก็จะฝ่ามันไปพร้อมๆ กับคุณ"

//ก๊อกๆ//  พีรวิชญ์กำมือแล้วเคาะประตูไม้เบาๆ สองครั้ง จนคนที่ยืนเอาหูแนบกับประตูถึงกับสะดุ้ง

"คุณ ไปทำอะไรอยู่ในนั้นน่ะ" พอได้เสียงเข้มๆ ของพีรวิชญ์ ก้องบดินทร์ก็ถึงกับหน้าซีดเพราะกลัวว่านักแข่งรถมาดเท่ห์คนนี้จะมาทำอะไรรุ่มร่ามกับเขาแบบส่วนตัวในที่ลับตาคน หากเป็นเช่นนั้นมันจะต้องมีอะไรมากกว่าจูบแน่ๆ

"ผมขี้อยู่" งานนี้เขาจงใจผิดศิลข้อสี่เพราะหวังว่ามันจะช่วยทำให้ผู้ชายเจ้าเล่ห์เลิกมาตอแยกับเขาในเรื่องไร้สาระ

"อย่ามาโกหกผมเลยน่า ห้องน้ำห้องเนี้ย มันเป็นส้วมซึมนะคุณ" การที่พีรวิชญ์มาแข่งที่สนามแข่งแห่งนี้บ่อยครั้ง เลยพลอยทำให้เขาเดินเข้า เดินออกจากห้องน้ำชายมานับครั้งไม่ถ้วน ฉะนั้น แล้วมีหรือ ที่พีรวิชญ์จะไม่รู้ว่าห้องน้ำย่อยๆ แต่ละห้อง มันเป็นยังไง

"ก็ส้วมซึมแล้วไง"

"ก็ถ้าคุณขี้จริงๆ คุณก็ต้องขึ้นไปนั่งยองๆ คงไม่ใช่ยืนขี้ให้ผมเห็นขาอย่างนี้หรอก" สุดท้ายคนที่เป็นฝ่ายจนมุมก็กลับเป็นก้องบดินทร์เสียเอง

"คุณนี่มัน... ฮึ่ย!!" ไม่รู้จะหาที่ระบายโกรธได้ยังไง เลยได้แต่กัดฟันแล้วใช้กำปั้นทุบอากาศธาตุ ก่อนจะถอดกลอนแล้วก้าวขาออกไปเผชิญหน้ากับคนที่ยืนลอยหน้าลอยตาอยู่นอกห้อง

"คราวหลังจะโกหกอะไร คิดซะก่อนนะ คิ๊ดดดดให้มันรอบซะก่อน มันจะได้เนียนๆ เข้าใจไหมครับ" พีรวิชญ์กระพือเปลือกตาขึ้นลงอย่างรวดเร็ว จนเกือบจะโดนหมัดลุ่นๆ กระแทกเข้าที่เบ้าตา แต่โชคดีที่เขาเบี่ยงตัวหลบได้ทัน ไม่อย่างนั้นล่ะก็ เขาคงหมดสิทธิลงแข่งเป็นแน่

"คุณนี่ชอบทำให้ผมอารมณ์เสียอยู่เรื่อยเลย คนเขาอุตส่าห์เป็นห่วง" คนที่เพิ่งชกลมไปเมื่อครู่ออกอาการกระฟัดกระเฟียดอย่างไม่พอใจ

"อ่ะ โอ๋ๆๆ ผมขอโทษนะ อย่าโกรธผมเลยนะ นะ นะ คืนดีกัน" พีรวิชญ์ลูบศีรษะคนขี้งอนอย่างเบาๆ ก่อนจะยื่นนิ้วก้อยออกไปตรงหน้า

"ก็ได้ๆ" แม้คิ้วบางจะยังขมวดเป็นปมด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่นอยู่หน่อยๆ แต่ก็ยินยอมที่จะยื่นปลายนิ้วก้อยไปเกี่ยวกระหวัด

"ว่าแต่เมื่อกี้นี้ที่คุณบอกว่าเป็นห่วงผม คุณห่วงเรื่องอะไรเหรอ"

"ก็เมื่อกี้ตอนที่ผมอยู่ในห้องน้ำ ผมได้ยินเสียงผู้ชายสองคน รู้สึกจะชื่อ พลกับอัค เขาพูดเหมือนอยากจะทำร้ายคุณ"

"หูฝาดรึเปล่า เมื่อกี้ผมยังคุยกับสองคนนั่นดีๆ อยู่เลย พวกเขาไม่ทำอะไรผมหรอกน่า คุณน่ะคิดมากเกินไป" มือสากๆ ขยี้เส้นผมคนที่ยืนหน้านิ่วคิ้วขมวด หวังจะให้เขาคลี่ยิ้มออกมาบ้าง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก ทั้งๆ ที่เพิ่งจะคืนดีกันไปหยกๆ

"ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ อย่าหาว่าผมไม่เตือนก็แล้วกัน" กระชากมือที่เล่นอยู่บนศีรษะตัวเองออก ก่อนจะสะบัดเดินหนีหายไปจากห้องน้ำชายอย่างรวดเร็ว

"เอ๊า!! เป็นอะไรอีกเนี่ย" ขาแกร่งกำลังจะย่างก้าวออกตามไปง้อก้องบดินทร์ แต่ทว่า กลับได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงดังแว่วเข้ามาว่า.. ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนลงประจำที่ในสนาม ทำเอาหัวใจของพีรวิชญ์กระตุกวูบ เขาไม่อยากบอกเลยว่าเขายังไม่พร้อมที่จะลงแข่งขัน

ก็จะให้เขาพร้อมได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อคนรักของเขาเดินแยกทางกับเขาแบบนี้ เขาจะทำอะไรดีที่จะทำให้ก้องบดินทร์กลับมายิ้มได้ก่อนเขาจะลงสู่สนาม

"นักกีฬาแข่งรถทุกคนโปรดไปประจำที่จุดสตาร์ทด้วยครับ อีก 15 นาที เราจะเริ่มทำการแข่งขันครับ" เจ้าหน้าที่ยังคงประกาศย้ำผ่านไมโครโฟนเพื่อขยายเสียงไปยังลำโพงตามจุดต่างๆ รอบสนามแข่ง

ดวงตาคมกล้าเหลือบมองขึ้นไปยังลำโพงสีดำที่ติดอยู่บนกำแพงข้างเดิน ก็กระตุกยิ้มขึ้นที่ริมปาก ก่อนจะเร่งกวดฝีเท้าไปยังห้องประชาสัมพันธ์

เมื่อไปถึงก็รีบปราดเข้าไปแย่งไมโครโฟนของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์แล้วกรอกเสียงอันดังลงไป

"ก้องบดินทร์!! ก้องบดินทร์!! คุณได้ยินผมไหม ผมขอโทษ ขอโทษคร้าบบบ"

เสียงของพีรวิชญ์ดังกระจายไปทุกพื้นที่ที่มีลำโพง ไม่เว้นแม้กระทั่งบนอัฒจันทร์ที่ก้องบดินทร์นั่งงอตัวเอามือท้าวคางจนข้อศอกแหลมติดกับหัวเข่าขาวเนียน

"พีรวิชญ์ คุณทำผมอายอีกแล้วนะ" ก้องบดินทร์กัดฟันพูดพลางหันไปมองลำโพงสีดำที่ติดอยู่เหนือเสาคอนกรีตข้างอัฒจันทร์

แล้วร่างเล็กก็ผลุนผลันลุกออกจากที่นั่ง ก้าวฉับๆ เดินไปยังห้องประชาสัมพันธ์ จนได้พบกับเจ้าของน้ำเสียงเข้มๆ นั่น

"เมื่อไร คุณจะเลิกทำอะไรแบบนี้ซะที คุณก็รู้นี่ว่าผมไม่ชอบ"

"แต่ว่าผมชอบ... ผมชอบคุณ" แล้วพีรวิชญ์ก็ดึงตัวก้องบดินทร์เข้ามากอดไว้อีกครั้ง ก่อนจะบรรจงกดริมฝีปากลงบนหน้ากลมมนอย่างแผ่วเบา

"ไปลงแข่งได้แล้ว ถ้ายังไม่รีบไปล่ะก็ ผมโกรธจริงๆ ด้วย"

"โอเคครับ จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ รักนะ จุ๊บๆ" ก่อนจะจากไป พีรวิชญ์ก็ยังมิวายมาเล่นหูเล่นตาและโปรยจูบให้ก้องบดินทร์ จนหนุ่มก้องถึงกับลอบอมยิ้มน้อยๆ ออกมาอย่างขำขันในท่าทีขี้เล่นของแฟนตัวเอง

 

            หลังจากที่พีรวิชญ์เดินไปประจำตำแหน่งที่จุดออกสตาร์ทแล้ว ก้องบดินทร์ก็ก้าวเดินกลับไปยังอัฒจันทร์ด้วยรีบร้อนเพราะกลัวว่าจะไม่ทันได้ดูตอนที่กรรมการปล่อยรถ

            สองขาเล็กย่ำก้าวขึ้นบันไดปูนอย่างรวดเร็วจนศีรษะไปโขกเข้ากับแผงไม้เล็กที่ห้อยอยู่บนคอของหนุ่มร่างสูงผอมคนหนึ่ง ทำให้ขนม ลูกอม ผ้าเย็นหล่นกระจัดกระจายออกมาเต็มพื้น

                "ขอโทษครับพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ" ก้องบดินทร์รีบย่อตัวก้มกวาดลูกอมนับสิบเม็ดขึ้นมากำไว้และวางลงบนมือหนาของชายหนุ่มคนนั้นโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นสบสายตากัน เพราะก้องบดินทร์ตั้งใจจะรีบเก็บให้เสร็จๆ เพื่อที่จะได้ไปดูการแข่งรถของพีรวิชญ์เสียที หลังจากที่หาโอกาสแบบนี้มานานแล้ว

                "ไม่เป็นไรน้อง ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่เก็บเอง" เสียงทุ้มนุ่มกล่าวขึ้นอย่างปรานี

                "ไม่เป็นไรครับพี่ ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมช่วย" มือเล็กตะปบลงไปบนซองขนมซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายก็ยืดมือคว้าไว้เหมือนกัน มือของทั้งคู่จึงประสานกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้ก้องบดินทร์เหลียวหน้าไปมองคนที่มาสัมผัสมือเหมือนเป็นปฏิกิริยารีเฟล็กซ์

            ผู้ชายคนนั้นมีรูปหน้าเรียวยาวไว้ผมทรงเกาหลีชี้โด่ชี้เด่ตามสมัยนิยม แต่งกายด้วยเสื้อยืดสีดำสกีนลายหัวกระโหลก กางเกงยีนส์เข่าขาดแลดูเป็นผู้ชายมาดเซอร์ แต่กิริยาวาจาท่าทางกลับดูสุขุมนุ่มลึกผิดกับพีรวิชญ์ที่มักพูดจากวนประสาททำให้เขาอารมณ์บูดอยู่บ่อยครั้ง

นี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขารักผู้ชายอย่างพีรวิชญ์ไปได้ยังไง...

                "น้องชื่ออะไรเหรอ" นุติยิงคำถามแรกเพื่อเริ่มต้นทำความรู้จัก

                "ผมก้องฮะ"

                "กล้องถ่ายรูปเหรอ" ผู้ชายคนนี้มีลูกเล่นแพรวพราวในการจีบไม่น้อยเลยทีเดียว เห็นหน้าขรึมๆ อย่างนี้ก็เถอะ

                "เปล่าฮะ ชื่อ ก้องบดินทร์"

                "พี่ชื่อ นุติ นะ ยินดีที่ได้รู้จัก" ว่าพลางยื่นมือออกมาตรงหน้า ก้องบดินทร์มีท่าทีลังเลใจนิดหน่อย เพราะกลัวว่าหากพีรวิชญ์รู้เข้าล่ะก็ เขาคงต้องเจอบทลงโทษแน่ๆ เพราะขานั้นน่ะจ้องจะหาโอกาสขย้ำอยู่แล้ว เพียงแต่ยังหาเหตุผลที่เข้าท่าไม่ได้

                "เอ่อ... ฮะ... ยินดีที่ได้รู้จัก" ก้องบดินทร์ก็ตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมือได้ขนาดนี้

                "มือเปียกเชียว" ยิ่งโดนนุติแซว ยิ่งไม่รู้ว่าจะเอามือไม้ไปซุกซ่อนไว้ที่ไหน เลยรีบชักมือออกแล้วเอาไปไพล่ไว้ด้านหลัง พลางเบือนหน้าหลบสายตาแวววาวที่จ้องมองมา

                ‘จะใจสั่นทำไมเล่า เรามีพีรวิชญ์อยู่แล้วทั้งคน'ตำหนิตัวเองใจ แล้วรีบเบี่ยงตัวหลบนุติ เดินขึ้นไปนั่งยังที่ว่างบนอัฒนจันทร์ ก่อนจะปรับจิตปรับใจตัวเองไม่ให้สั่นไหว

           

                ธงผืนใหญ่ลายตารางหมากรุกโบกสะบัดเป็นสัญญาณออกรถไปได้พักหนึ่งแล้ว ตอนนี้เสียงเชียร์ของผู้คนบนอัฒจันทร์บวกกับเสียงรัวกลองดังอึกทึกกึกก้องจนก้องบดินทร์แทบจะหูชาแถมทั้งยังดังกลบเสียงคนพากษ์ที่ดังผ่านลำโพงด้านข้างเสาเสียอีก เขาเลยไม่รู้ว่าตอนนี้รถหมายเลข 5 ของพีรวิชญ์ไปอยู่ตรงจุดไหนแล้ว

 

                ทางด้านพีรวิชญ์ก็เหยียดขาเหยียบคันเร่งจนมิด สายตามองตรงไปยังเส้นทางที่คดเคี้ยวข้างหน้า สองมือก็ประคับประคองพวงมาลัยและหักศอกตรงจุดเลี้ยวโค้ง โดยไม่ต้องพะว้าพะวงเรื่องเหยียบคลัชเพื่อเปลี่ยนเกียร์เพราะเขาปล่อยให้ Dog-box (เกียร์อัจฉริยะ) เป็นตัวทำหน้าที่ของมันไป

                "ระวังตัวด้วยนะ" สุ่มเสียงแห่งความเป็นห่วงเป็นใยของก้องบดินทร์ดังขึ้นเตือนสติคนขับอยู่เป็นระยะๆ พีรวิชญ์แอบเหล่มองไปที่กระจกมองหลังเห็นว่ารถคันที่แล่นตามกันมาเป็นรถของพลวัตรที่พยายามจะเบียดแซงขึ้นมา พีรวิชญ์จึงต้องพยายามหาทางสกัดเอาไว้โดยการเบนหัวรถไปตามทิศทางที่พลวัตรตั้งใจจะแซงเหมือนเป็นการปิดช่องทางของคู่ต่อสู้

                "ไอ้เชรี่ยเอ๊ย เดี๋ยวมึงเจอกูนอกสนามแน่ กูไม่ปล่อยมึงไว้แน่ ไอ้พี" พลวัตรสบถออกมาด้วยความอาฆาตแค้น แววตาปะทุลุกโชนไปด้วยเพลิงโกรธ

               

                สองชั่วโมงผ่านไป....

                ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีรถคันไหนโผล่มายังจุดหมายปลายทาง คนตัวเล็กก็ลุกผุดลุกผุดนั่งเป็นรอบที่ร้อยแล้ว สิบนิ้วสอดประสานกันไว้ ยกมือขึ้นมาเหนือระดับอก ปากบางๆ ก็เริ่มขมุบขมิบเหมือนภาวนาขอพร แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้รับสัมผัสเย็นๆ บริเวณท่อนแขน พอเหลือบมองลงไปก็เห็นว่ามีขวดน้ำพลาสติกมาแตะที่ท่อนแขนเขา หน้าเนียนใสจึงเงยขึ้นมองผู้กระทำ และเขาก็ได้เห็นว่าเป็น... ชายหนุ่มคนนั้นอีกแล้ว

                "เอาน้ำไหม" คำถามแรกนี้ ไม่ได้รับการตอบกลับ หากแต่โดนอีกฝ่ายถามกลับมาซะอย่างนั้น

                "พี่ไม่ขายของต่อแล้วเหรอ"

                "ไม่ขายแล้ว ก็พอดีว่าเพื่อนพี่มาแล้ว พี่ก็เลยให้เพื่อนพี่ขาย" นุติยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าก้องบดินทร์ทำตัวเหมือนอยากจะรู้เรื่องของเขา

                "แสดงว่าปรกติพี่ไม่ได้ขายของประจำอยู่ที่นี่"

                "ใช่" ตอบรับเพียงสั้นๆ พร้อมกับยกขวดน้ำดื่มที่ใส่หลอดพลาสติกไว้แล้วยื่นส่งให้คนตัวเล็ก

                "ขอโทษนะ คือ ผมไม่หิวอ่ะ" ก้องบดินทร์กระเถิบตัวออกห่างโดยย้ายก้นของตัวเองไปนั่งเก้าอี้ว่างตัวที่อยู่ถัดไป แต่นุติก็ยังมิวายเขยิบเข้ามานั่งใกล้เขาอีก

                "น้องมาเชียร์ใครเหรอ"

                "มาเชียร์เพื่อน" เรื่องความรักของชายรักชายมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ก้องบดินทร์จึงไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนให้ใครรับรู้มากนัก ยิ่งเรื่องแฟนแล้วล่ะก็ จะรูดซิบปิดปากเงียบเชียวล่ะ แต่สุดท้ายความลับก็ต้องมาแตกโพละเพราะนายพีรวิชญ์นั่นแท้ๆ เชียว

                "แล้วน้องมีแฟนรึยัง"  นุติยังคงถามซอกแซกไม่เลิก จนก้องบดินทร์เริ่มจะเหลืออด เขากำหมัดแน่นข้างลำตัว แต่ยังไม่ทันที่จะได้ปล่อยออก ก็พลันได้ยินเสียงประกาศจากลำโพงดังขึ้นเสียก่อน

                "ขณะนี้รถหมายเลข 5 ของนายพีรวิชญ์ กำลังใกล้จะเข้าเส้นชัยแล้วนะครับ สูสีคู่คี่กันมากับรถหมายเลข 7 ของแชมป์เก่าในรายการนี้ งานนี้คงต้องมาลุ้นกันแล้วล่ะครับว่าใครจะได้เป็นแชมป์ในปีนี้..."

                ร่างเล็กลุกพรวดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นรถยนต์สีดำที่มีสติ๊กเกอร์หมายเลข 5 และสติ๊กเกอร์ของบรรดาสปอน์เซอร์ติดรอบคันรถกำลังแล่นมาเข้าสู่สายตาของผู้คนทั้งสนาม

                "พี พี พี..." ก้องบดินทร์ย้ำชื่อนี้อยู่หลายครั้ง โดยไม่ได้หันไปมองนุติที่กำลังลุกเดินจากไป

 

// ฟิ้ววววว//

และแล้วรถของพีรวิชญ์ก็วิ่งผ่านเข้าเส้นชัยมาเป็นคนแรก เขาเหยียบเบรคเพื่อหยุดรถจนล้อหมุนสะกิดฝุ่นและควันกระจายไปทั่วบริเวณ มือหนาปลดเข็มขัดนิรภัยก่อนจะปลดล็อคประตูและย่างก้าวออกไปภายนอกรถ หมวกกันน็อคสีเข้มถูกถอดออกและกระชับไว้อยู่ในมือ ดวงตาคู่คมสอดส่ายสายตาไปบนอัฒจันทร์ พอเห็นว่าคนตัวเล็กกำลังวิ่งลงบันไดมาก็ระบายรอยยิ้มสุดเท่ห์ฉาบไว้บนใบหน้าคมเข้ม

"พีรวิชญ์ คุณเจ๋งมากเลยอ่ะ" ท่าทางตื่นเต้นของก้องบดินทร์ช่างน่ารักดีไม่หยอก

"ที่ผมทำได้ขนาดเนี้ย เพราะคุณนั่นแหละ ก้อง..." มือหนายกขึ้นยีเส้นไหมสีนิลบนศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู ก่อนจะดึงร่างเล็กเข้ามากอดไว้โดยไม่แคร์สายตาของนักข่าวสายกีฬาที่รัวแฟลชถ่ายรูปกันอย่างไม่ยั้งมือ

"คุณทำแบบนี้อีกแล้วนะ" กำปั้นเล็กกระหน่ำทุบลงไปบนแผงอกกว้าง แต่เจ้าของร่างกลับยิ้มจนแก้มแทบปริ

ก็เขาไม่แคร์ซะอย่าง ใครจะทำไม

"ไม่ทราบว่าคุณพีรวิชญ์รู้สึกอย่างไรบ้างคะ ที่ได้แชมป์ Speed Way ประจำปีนี้" ไมโครโฟนที่ยื่นมาเกือบจะทิ่มปากของพีรวิชญ์ ทำให้เขาจำต้องคลายวงแขนที่กอดรัดร่างบอบบางนั้นออก ก่อนจะหันไปตอบคำถามของนักข่าวสาวด้วยสีหน้าจริงจัง

"ก็รู้สึกดีใจครับ ดีใจมาก หากว่าวันนี้ผมไม่ได้กำลังใจดีๆ จากก้องบดินทร์-คนรักของผม ผมก็อาจจะไม่ได้มาถึง ณ จุด จุดนี้ก็เป็นได้"

"นี่เป็นครั้งแรกใช่ไหมครับที่คนรักของคุณมาดูการแข่งขันด้วย" นักข่าวชายของอีกสถานีนึงเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง

"ครับ เป็นครั้งแรกและเขาก็เป็นคนแรกของผมด้วย"

"เป็นคนแรกและจะเป็นคนสุดท้ายของคุณรึเปล่าครับ"  คำถามนี้ พีรวิชญ์ลอบชำเลืองมองก้องบดินทร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกไปว่า...

"เขาเป็นคนรักคนแรกของผมและก็จะเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะรักด้วย แต่ผมก็ไม่รู้ว่าหัวใจของเขาจะหยุดไว้ที่ผม เหมือนอย่างที่ผมหยุดไว้ที่เขาหรือเปล่า"

แล้วไมโครโฟนของนักข่าวก็เปลี่ยนทิศทางไปจ่อที่ปากของก้องบดินทร์ที่ยืนทำหน้าตาเหลอหลาอยู่

"ไม่ทราบว่าคุณก้องบดินทร์จะหยุดหัวใจไว้ที่คุณพีรวิชญ์รึเปล่าครับ"

"เอ่อ... ผม... ผมยังให้คำตอบไม่ได้" คนตอบหลุบตามองต่ำ น้ำเสียงเย็นชานั้นเหมือนคมมีดที่กรีดบาดหัวใจพีรวิชญ์จนเกิดเป็นรอยแผล

ถ้าคิดจะตอบออกไปแบบนี้ สู้ยกมือขึ้นมาตบหน้าเขาเลยยังจะดีเสียกว่า

"ทำไมถึงให้คำตอบไม่ได้ล่ะคะ" เมื่อโดนจี้มากเข้า อารมณ์ขุ่นมัวที่พยายามเก็บกักเอาไว้ก็ระเบิดออกมา

"ให้คำตอบไม่ได้ ก็คือ ให้คำตอบไม่ได้ ไม่เข้าใจกันอีกรึไง" พูดจบก็รีบวิ่งหนีกองทัพนักข่าวไปยังหน้าสนามแข่งด้วยใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตา

ก้องบดินทร์อยากจะออกจากพื้นที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุด เขาไม่อยากตกเป็นข่าว เขาไม่อยากเป็นตัวตลกในสายตาใคร เขามีอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนมากมายในโรงพยาบาล มีผู้คนที่นับถือเขา ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เขามีแม่และพี่สาวที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งพวกเขายังไม่รู้ว่าเขาเป็น ‘เกย์!!'

                "ทำไมมันไม่มีวินมอเตอร์ไซค์มาเลยล่ะเนี่ย เดี๋ยวนายพีนั่นก็ตามมาทันหรอก" เสียงบ่นเบาๆ พร้อมกับลมหายใจที่ถ่ายถอนออกมาอย่างหนักหน่วง ไม่ได้รอดพ้นไปจากโสตประสาทของชายหนุ่มที่ยืนพิงต้นไม้ใหญ่

                เสียงสตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์ดังขึ้นในวินาทีนั้นเอง แล้วรถคันนั้นก็ขับเคลื่อนมาจอดอยู่ข้างๆ ก้องบดินทร์เหมือนกับรู้ว่าชายหนุ่มกำลังต้องการหารถโดยสารที่สามารถแล่นได้เร็วและไกลจากที่ตรงนี้ได้

                "จะไปไหนน้อง เดี๋ยวพี่ไปส่งให้ก็ได้" หนุ่มหน้ายาวผินหน้ามามองคนที่ยืนอ้าปากค้าง

                "นุติ!!"

นุติคลี่ยิ้มบางๆ ออกมาแล้วก็ยื่นหมวกกันน็อคที่เขาควรจะสวมใส่ส่งให้กับก้องบดินทร์

                "พี่ไม่ใส่หมวกกันน็อค เดี๋ยวก็โดนตำรวจเรียกหรอก"

                "ไม่ต้องห่วงหรอกน้อง พี่รู้ทางดีว่าเส้นไหนมีตำรวจ ไม่มีตำรวจ น้องไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ทำใจให้สบายเถอะ  อ่ะนี่หมวก รับไปสิ"

                "ครับ"

ก้องบดินทร์จึงรีบคว้าหมวกใบนั้นมาปกปิดหน้าตาเมื่อได้ยินเสียงตะโกนเรียกชื่อดังมาจากทางด้านหลัง เสียงนั้นเป็นเสียงพีรวิชญ์ แต่ว่าก้องบดินทร์กลับไม่ได้สนใจ ทั้งยังตวัดขาขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์คันเก่งของนุติอีก สร้างความกระวนกระวายใจให้กับพีรวิชญ์ไม่น้อย เขาสาวเท้าวิ่งก้าวตามมอเตอร์ไซค์คันนั้นไป จนกระทั่งรู้ตัวว่าไม่สามารถวิ่งตามได้ทัน จึงทรุดตัวลงหอบหายใจอยู่ตรงพื้นถนนนั้น...

 

edit @ 11 Dec 2009 23:55:40 by tang057